รับแปลสัญญา และเอกสารกฎหมาย

แปลคำพิพากษา-เอกสารกฎหมาย:ใช้Google Translate อาจเสียหายได้

Summarize Post:

  • ความเสี่ยงสูง: การแปลเอกสารกฎหมายที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่การสูญเสียทางการเงิน สัญญาเป็นโมฆะ และข้อพิพาททางกฎหมายที่รุนแรง
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง: ภาษากฎหมายมีโครงสร้างและสำนวนที่เป็นเอกลักษณ์ นักแปลจึงต้องมีความรู้ทั้งด้านภาษาและนิติศาสตร์ของทั้งสองประเทศอย่างลึกซึ้ง
  • การลงทุนที่คุ้มค่า: การจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลกฎหมายโดยเฉพาะ คือการลงทุนเพื่อความถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นการป้องกันความเสียหายร้ายแรงในอนาคต

เคยไหมครับ? เวลาที่คุณพยายามจะประกอบเฟอร์นิเจอร์จากคู่มือที่เป็นภาษาต่างดาว…เอ้ย! ภาษาที่เราไม่คุ้นเคยน่ะครับ แค่จะหาว่าน็อตตัวไหนคู่กับสกรูตัวไหนก็ปวดหัวจะแย่แล้วใช่ไหมครับ? ตอนนี้ลองจินตนาการว่าคู่มือที่คุณอ่านอยู่ ไม่ใช่แค่คู่มือประกอบโต๊ะ แต่เป็น “คำพิพากษาศาล” หรือ “สัญญาธุรกิจ” ที่มีอนาคตและเงินของคุณเป็นเดิมพัน! ความผิดพลาดในการตีความเพียงบรรทัดเดียว อาจไม่ได้จบแค่โต๊ะโยกเยก แต่มันอาจหมายถึงการเสียสิทธิ์ทางกฎหมาย สัญญาที่เป็นโมฆะ หรือแม้กระทั่งการล้มละลาย!

ในยุคที่โลกทั้งใบเชื่อมต่อกันด้วยปลายนิ้ว การทำธุรกรรมข้ามชาติกลายเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ “กำแพงภาษา” ที่ซ่อนอยู่ในเอกสารทางกฎหมาย หลายคนอาจคิดว่าแค่ใช้โปรแกรมแปลภาษา หรือจ้างนักแปลทั่วไปก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ผมขอบอกเลยว่า…นั่นคือความคิดที่อันตรายอย่างยิ่งยวด! การแปลเอกสารเหล่านี้เปรียบเสมือนการเดินข้ามทุ่งระเบิด คุณจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยนำทาง ไม่เช่นนั้น…ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเลวร้ายกว่าที่คิดเยอะครับ


Table of Contents

เดิมพันที่สูงเกินเสี่ยง: เมื่อ “คำแปล” ชี้ชะตาอนาคตของคุณ

ทำไมผมถึงบอกว่ามันอันตรายขนาดนั้น? เพราะในโลกของกฎหมาย ทุกคำมีความหมาย ทุกประโยคมีผลผูกพัน ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยที่เกิดจากการแปลที่ไม่ได้มาตรฐาน สามารถสร้างความเสียหายได้ในหลายมิติ

 

ความเสียหายทางการเงินที่คาดไม่ถึง

ลองนึกภาพบริษัทของคุณกำลังจะเซ็นสัญญาร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ สัญญาต้นฉบับระบุเงื่อนไขการชำระเงินไว้อย่างรัดกุม แต่ฉบับแปลกลับใช้คำผิด ทำให้การตีความเงื่อนไขเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผลลัพธ์คืออะไรครับ? คุณอาจต้องเผชิญกับข้อพิพาททางกฎหมายที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือถูกปรับเพราะไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ โดยไม่รู้ตัว

การสูญเสียสิทธิ์และการเป็นโมฆะของสัญญา

 

นี่คือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น: มีสโมสรฟุตบอลแห่งหนึ่งทำสัญญาผิดพลาด เพียงเพราะนักแปลแปลนามสกุลของนักเตะ “Cabeza” ไปเป็นคำว่า “head” ในภาษาอังกฤษ ผลคือ สัญญากลายเป็นโมฆะทันที! เห็นไหมครับว่าแค่คำๆ เดียวก็สร้างปัญหาได้ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ซับซ้อนล่ะ? ความเสี่ยงที่จะทำให้เอกสารสำคัญของคุณไร้ผลทางกฎหมายนั้นสูงมากครับ


 

เจาะลึกความซับซ้อน: ทำไมการแปลเอกสารกฎหมายถึงไม่ใช่เรื่องหมูๆ

“ก็แค่แปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งไม่ใช่เหรอ?” นี่คือคำถามที่ผมได้ยินบ่อยมากครับ คำตอบคือ “ไม่ใช่เลย” การแปลเอกสารกฎหมายมีความท้าทายเฉพาะตัวที่นักแปลทั่วไปหรือเครื่องมืออัตโนมัติไม่สามารถรับมือได้

 

ความท้าทายที่ 1: มันคือ “ภาษาเฉพาะทาง” ในอีกระดับหนึ่ง

ภาษากฎหมาย หรือที่นักภาษาศาสตร์เรียกว่า “Legal Register” ไม่ใช่แค่ชุดคำศัพท์ยากๆ แต่มันคือ “ระบบภาษา” ที่มีโครงสร้าง ไวยากรณ์ และสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

 

สำนวนและศัพท์บัญญัติที่ Google ไม่เข้าใจ

คุณรู้ไหมครับว่าคำว่า “Compromise” ในบริบททั่วไปอาจแปลว่า “การประนีประนอม” แต่ในภาษากฎหมายไทยที่ถูกต้อง เราใช้คำว่า “ประนีประนอมยอมความ” นักแปลที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายอาจแปลถูกตามพจนานุกรม แต่ผิด “สำนวน” ซึ่งทำให้นักกฎหมายหรือผู้พิพากษาอ่านแล้วรู้สึกว่าเอกสารนั้นขาดความน่าเชื่อถือทันที คำอื่นๆ เช่น “นิติกรรมอำพราง” (Concealed Act) หรือ “บุริมสิทธิ์” (Preferential right) ก็เช่นกัน คำเหล่านี้มีความหมายเฉพาะตัวที่ต้องใช้ให้ถูกต้องเป๊ะๆ

 

โครงสร้างประโยคที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต

เคยเห็นประโยคในกฎหมายที่ยาวเป็นย่อหน้าไหมครับ? นั่นคือลักษณะเด่นของภาษากฎหมายที่เรียกว่า “สังกรประโยค” หรือประโยคความซ้อนที่รวบรวมเงื่อนไขและข้อยกเว้นทุกอย่างไว้ในประโยคเดียว นักแปลต้องมีความสามารถในการแกะโครงสร้างที่ซับซ้อนนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าความหมายหลักและเงื่อนไขทั้งหมดถูกถ่ายทอดไปอย่างครบถ้วนโดยไม่ตกหล่น

 

ความท้าทายที่ 2: ระบบกฎหมายที่แตกต่างกันสุดขั้ว

โลกของเรามีระบบกฎหมายหลักๆ อยู่ 2 ระบบ คือ Civil Law (ที่ไทยใช้) และ Common Law (ที่อังกฤษ, อเมริกาใช้) ซึ่งทั้งสองระบบมีแนวคิดและหลักการพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

เมื่อไม่มีคำแปลที่ตรงตัว (Lack of Equivalents)

แนวคิดบางอย่างในระบบกฎหมายหนึ่ง อาจไม่มีอยู่จริงในอีกระบบหนึ่งเลย ตัวอย่างคลาสสิกคือคำว่า “Trust” (ทรัสต์) ในระบบ Common Law ซึ่งไม่มีคำแปลที่ให้ความหมายและผลทางกฎหมายเทียบเท่าได้โดยตรงในระบบ Civil Law นักแปลทั่วไปอาจจะจนปัญญา แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจะรู้วิธี “อธิบาย” แนวคิดนี้โดยใช้กลยุทธ์การแปลที่ซับซ้อน เพื่อให้ผลลัพธ์ทางกฎหมายออกมาใกล้เคียงกับต้นฉบับมากที่สุด


 

ทางออกอยู่ตรงไหน? คุณสมบัติของ “นักแปลกฎหมายมืออาชีพ”

เมื่อความเสี่ยงสูงขนาดนี้ ทางออกเดียวคือการใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง ซึ่งพวกเขามีคุณสมบัติที่แตกต่างจากนักแปลทั่วไปอย่างชัดเจน

 

สวมหมวกสองใบ: ผู้เชี่ยวชาญทั้ง “ภาษา” และ “นิติศาสตร์”

นักแปลกฎหมายมืออาชีพไม่ใช่แค่คนที่พูดได้สองภาษา แต่คือคนที่มีความรู้ลึกซึ้งในกฎหมายสาขาต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธุรกิจ, ทรัพย์สินทางปัญญา, กฎหมายคนเข้าเมือง หรือกฎหมายล้มละลาย ความรู้นี้ทำให้พวกเขาสามารถเข้าใจ “เจตนาที่แท้จริง” ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวอักษร และเลือกใช้คำที่ให้ “ผลทางกฎหมาย” (Legal Effect) อย่างเดียวกันกับต้นฉบับได้

 

ความแม่นยำคือลมหายใจ (Accuracy is Non-Negotiable)

สำหรับนักแปลกฎหมาย ความแม่นยำ 100% ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็น “มาตรฐานขั้นต่ำ” พวกเขาใส่ใจในทุกรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ เครื่องหมายวรรคตอน หรือแม้กระทั่งการจัดรูปแบบเอกสาร เพราะรู้ดีว่าความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบที่แก้ไขไม่ได้

 

รู้จักใช้เครื่องมือที่ถูกต้อง (The Right Tools for the Job)

ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้พึ่งพจนานุกรมเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เครื่องมือขั้นสูงอย่าง “คลังข้อมูลภาษากฎหมาย” (Legal Corpus) ซึ่งเป็นการรวบรวมตัวบทกฎหมายจริงนับล้านๆ คำ เพื่อตรวจสอบว่าสำนวนที่เลือกใช้นั้นเป็นที่ยอมรับและใช้กันจริงๆ ในวงการกฎหมายไทยหรือไม่ ซึ่งช่วยให้งานแปลออกมาเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือสูงสุด


 

เอกสารประเภทไหนบ้างที่ “ห้ามเสี่ยง” เด็ดขาด?

นี่คือตัวอย่างเอกสารทางกฎหมายที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการแปลเท่านั้น:

  • สัญญาทางธุรกิจทุกประเภท (Contracts): สัญญาซื้อขาย, สัญญาร่วมทุน, สัญญาจ้างงาน
  • เอกสารในชั้นศาล (Court Documents): คำฟ้อง, คำให้การ, คำเบิกความ, คำพิพากษา
  • เอกสารราชการและกฎหมายคนเข้าเมือง (Official & Immigration Documents): เอกสารยื่นขอวีซ่า, เอกสารรับรองต่างๆ
  • ทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตร (Patents and IP): เอกสารยื่นจดสิทธิบัตร, ข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิ์
  • กฎหมายและข้อบังคับบริษัท (Legislation & Regulations): สำหรับบริษัทที่ขยายสาขาไปต่างประเทศ

 

บทสรุป: การลงทุนในผู้เชี่ยวชาญ คือ “กรมธรรม์” ที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

การแปลคำพิพากษาและเอกสารทางกฎหมายเป็นงานที่มีความละเอียดอ่อนและเดิมพันสูงอย่างยิ่ง การพยายามประหยัดงบโดยใช้บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็เหมือนกับการสร้างตึกสูงโดยไม่จ้างวิศวกรมืออาชีพ มันอาจจะดูดีในตอนแรก แต่สุดท้ายอาจพังครืนลงมาสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้

ดังนั้น การลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลกฎหมายโดยเฉพาะจึงไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือ “การลงทุนซื้อความปลอดภัย” เป็นกรมธรรม์ชั้นยอดที่ช่วยคุ้มครองธุรกิจ สิทธิ์ และอนาคตของคุณให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงทางกฎหมายที่มองไม่เห็น เพื่อให้คุณสามารถก้าวไปข้างหน้าในเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและไร้กังวลครับ


 

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. ทำไมการแปลเอกสารกฎหมายถึงแพงกว่าเอกสารทั่วไป? ตอบ: เพราะต้องใช้นักแปลที่มีทักษะสูง เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านภาษาและนิติศาสตร์ กระบวนการทำงานมีความซับซ้อน ต้องมีการค้นคว้าและตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุด ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายที่มีมูลค่าสูงกว่าค่าแปลหลายเท่าตัวครับ
  2. จำเป็นต้องใช้ล่ามในศาลหรือไม่ ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษได้? ตอบ: จำเป็นอย่างยิ่งครับ ตามกฎหมายไทย หากคู่ความฝ่ายใดไม่เข้าใจภาษาไทย ศาลมีหน้าที่ต้องจัดหาล่ามให้ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณเข้าใจกระบวนพิจารณาและสามารถต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของคุณได้อย่างเต็มที่ ภาษาที่ใช้ในศาลมีความเป็นทางการและเฉพาะทางสูง การใช้ล่ามมืออาชีพจะช่วยลดความเสี่ยงในการสื่อสารที่ผิดพลาดได้
  3. จะรู้ได้อย่างไรว่านักแปลคนไหนคือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตัวจริง? ตอบ: ควรเลือกใช้บริการจากบริษัทแปลที่มีชื่อเสียงและมีประวัติผลงานด้านการแปลกฎหมายโดยเฉพาะ ลองสอบถามถึงประสบการณ์ของนักแปลในสาขาที่คุณต้องการ และกระบวนการควบคุมคุณภาพของบริษัท ซึ่งควรมีการตรวจสอบโดยเจ้าของภาษาและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง
  4. ถ้ามีเอกสารจำนวนมาก สามารถใช้ AI ช่วยแปลก่อนได้ไหม? ตอบ: สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยในขั้นตอนแรกเพื่อลดต้นทุนและเวลาได้ครับ แต่ “ห้าม” นำฉบับที่แปลด้วย AI ไปใช้งานจริงเด็ดขาด เอกสารที่แปลด้วยเครื่องทุกฉบับจะต้องผ่านกระบวนการ “ทบทวนและแก้ไขโดยนักแปลที่เป็นมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญ” (Post-editing) ก่อนเสมอ เพื่อรับประกันความถูกต้องทางกฎหมาย
  5. การรับรองคำแปลเอกสารกฎหมายคืออะไร และสำคัญอย่างไร? ตอบ: คือการที่บริษัทแปลหรือนักแปลที่ขึ้นทะเบียน ประทับตรารับรองว่าคำแปลนั้นถูกต้องตรงตามต้นฉบับ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการนำเอกสารไปใช้ยื่นต่อหน่วยงานราชการ, สถานทูต, หรือศาล เพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์และน่าเชื่อถือตามกฎหมายครับ

แหล่งอ้างอิง (References):

  • กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (สำหรับการรับรองเอกสาร): https://consular.mfa.go.th/
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สำหรับค้นคว้าตัวบทกฎหมายไทย): https://www.krisdika.go.th/

** ข้อมูลในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีความคลาดเคลื่อนได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อความถูกต้อง**

บทความแนะนำ:

 

ทำไมต้องเลือกใช้บริการแปลเอกสารกฎหมายกับ First Choice Translation?

 

เราเปรียบการแปลเอกสารกฎหมายเสมือน “การผ่าตัดที่ต้องการศัลยแพทย์เฉพาะทาง” ไม่ใช่แค่แพทย์ทั่วไป และทีมงานของเราคือศัลยแพทย์ทีมนั้นครับ เราไม่ได้แค่มองว่านี่คืองานแปลเอกสาร แต่เรามองว่านี่คือ “ภารกิจในการปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของคุณ” ผ่านความแม่นยำของภาษา

1. เราคือผู้เชี่ยวชาญที่ “สวมหมวกสองใบ” (Expertise in both Language & Law) นักแปลของเราไม่ใช่แค่คนที่รู้คำศัพท์ แต่คือผู้ที่เข้าใจ “เจตนาทางกฎหมาย” (Legal Intent) อย่างแท้จริง

  • พื้นฐานด้านกฎหมาย: ทีมนักแปลกฎหมายของเราหลายท่านมีพื้นฐานการศึกษาด้านนิติศาสตร์ หรือมีประสบการณ์ทำงานในแวดวงกฎหมายโดยตรง ทำให้เราเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบกฎหมาย Civil Law และ Common Law และสามารถเลือกใช้คำที่ให้ “ผลทางกฎหมาย” (Legal Effect) ที่ถูกต้อง
  • เข้าใจสำนวนเฉพาะทาง (Legal Register Mastery): เราเข้าใจ “ทำเนียบภาษากฎหมาย” ที่บทความได้กล่าวถึงเป็นอย่างดี คำว่า “ประนีประนอมยอมความ” หรือ “บุริมสิทธิ์” จะถูกใช้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ ทำให้เอกสารของคุณมีความน่าเชื่อถือสูงสุดในชั้นศาลหรือในสายตาของนักกฎหมาย

2. “ปราการป้องกันความผิดพลาด 3 ชั้น” (Triple-Layer Quality Assurance) เราไม่เคยปล่อยให้เอกสารสำคัญของคุณผ่านการตรวจสอบเพียงครั้งเดียว

  • ชั้นที่ 1 – แปลโดยผู้เชี่ยวชาญ: นักแปลกฎหมายที่เชี่ยวชาญในประเภทเอกสารนั้นๆ จะเป็นผู้แปลต้นฉบับ
  • ชั้นที่ 2 – พิสูจน์อักษรโดยเจ้าของภาษา: บรรณาธิการเจ้าของภาษาจะเข้ามาตรวจสอบความสละสลวย ไวยากรณ์ และการใช้ภาษาให้เป็นธรรมชาติที่สุด
  • ชั้นที่ 3 – ตรวจสอบความถูกต้องทางกฎหมาย: ทีมงานจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเทียบกับต้นฉบับอีกครั้ง เพื่อการันตีว่าไม่มีรายละเอียดสำคัญ เช่น ชื่อ, วันที่, หรือตัวเลข คลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย

3. การรักษาความลับคือ “คำมั่นสัญญา” สูงสุด (Ironclad Confidentiality) เราทราบดีว่าเอกสารทางกฎหมายเต็มไปด้วยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและเป็นความลับสุดยอด ทีมงานทุกคนของเราอยู่ภายใต้ข้อตกลงการไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) ที่เข้มงวด และเรามีระบบจัดการไฟล์ที่ปลอดภัย คุณจึงสามารถวางใจได้ 100% ว่าข้อมูลของคุณจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด

4. บริการครบวงจรและเป็นที่ปรึกษาให้คุณได้ (One-Stop & Consultative Service) งานของเราไม่ได้จบแค่การส่งมอบคำแปล

  • รับรองคำแปลครบวงจร: เราให้บริการรับรองคำแปลโดยศูนย์ฯ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในเบื้องต้นได้ และพร้อมให้คำแนะนำและดำเนินการเพื่อยื่นรับรองเอกสารที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ สำหรับการใช้งานในต่างประเทศ
  • ให้คำแนะนำเบื้องต้น: หากคุณไม่แน่ใจว่าเอกสารของคุณต้องผ่านกระบวนการใดบ้าง ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อให้คุณเตรียมเอกสารได้อย่างถูกต้องและไม่เสียเวลา

การเลือกใช้บริการกับ First Choice Translation จึงไม่ใช่แค่การจ้างคนมาแปลเอกสาร แต่คือการที่คุณเลือก “ความแม่นยำ” “ความปลอดภัย” และ “ความสบายใจ” ให้กับอนาคตทางกฎหมายของคุณ

อย่าปล่อยให้กำแพงภาษา มาทำลายโอกาสหรือสร้างความเสี่ยงให้กับคุณ ให้เราเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้คุณสื่อสารในโลกแห่งกฎหมายได้อย่างมั่นใจและไร้กังวลครับ

ติดต่อศูนย์แปลเอกสารเฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชัน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับบริการกับศูนย์แปลเอกสาร เฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชันได้แล้ววันนี้ที่
LINE OFFICIAL ACCOUNT: https://page.line.me/fc2009?openQrModal=true หรือ

สำนักงานใหญ่ สะพานควาย จตุจักร

อาคารภูมิเดชา ชั้น 4 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถ.ประดิพัทธ์ เเขวง/เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 082-3256236 , 065-3958392
https://goo.gl/maps/zUrGGGGWSrtMvjDa7

ศูนย์แปลเอกสารสาขาภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์ เมืองภูเก็ต

เลขที่ 7/4 ถ.ปฏิพัทธ์ ต.ตลาตเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทร. 086-3669255 
https://goo.gl/maps/s21JAisaAnRPvxtHA