ค่าธรรมเนียมวีซ่าสหรัฐฯ คืออะไร? ทำไมถึงต้องปรับขึ้น สำหรับใครที่ฝันอยากจะไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นในไทม์สแควร์ของนิวยอร์ก, ชมแกรนด์แคนยอนที่ยิ่งใหญ่, หรือตามรอยดาราฮอลลีวูดที่ลอสแอนเจลิส หนึ่งในด่านแรกที่ต้องเจอคือการขอ วีซ่าสหรัฐฯ นั่นเองครับ เจ้าวีซ่าตัวนี้ก็เปรียบเสมือนบัตรผ่านที่อนุญาตให้เราเดินทางเข้าไปในดินแดนแห่งเสรีภาพได้ตามกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่าการจะได้มาซึ่งวีซ่านั้นก็ต้องมีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า ค่าธรรมเนียมวีซ่า เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ค่าธรรมเนียมนี้เป็นค่าใช้จ่ายภาคบังคับที่เราต้องจ่ายให้กับสถานทูตสหรัฐฯ เพื่อเป็นค่าดำเนินการในการพิจารณาคำขอวีซ่าของเรา ซึ่งแต่เดิมค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยว (ประเภท B1/B2) อยู่ที่ 185 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,800 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) แต่ข่าวที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้อาจทำให้ใครหลายคนต้องเตรียมเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกมากเลยทีเดียว
อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องขึ้นค่าวีซ่า?
คำถามที่หลายคนคงสงสัยคือ “ทำไมจู่ๆ สหรัฐฯ ถึงต้องขึ้นค่าวีซ่า?” เหตุผลที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ให้มาก็คือ พวกเขาต้องการนำเงินที่ได้ไปใช้พัฒนาและยกระดับระบบความมั่นคงบริเวณชายแดนให้แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงการปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองให้ทันสมัยกว่าเดิม ฟังดูแล้วก็สมเหตุสมผลในแง่ของความมั่นคงของประเทศเขาเอง แต่สำหรับนักเดินทางอย่างเราๆ ก็เป็นอีกหนึ่งค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นมา
One Big Beautiful Bill Act คืออะไร?
การขึ้นค่าธรรมเนียมในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะครับ แต่มีที่มาจากร่างกฎหมายที่เรียกว่า One Big Beautiful Bill Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่ถูกนำเสนอเพื่อเป็นมาตรการในการจัดการกับประเด็นด้านความมั่นคงและการตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งหนึ่งในเนื้อหาสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่เรียกว่า Integrity Fee ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าชั่วคราวทุกประเภทในอนาคตอันใกล้นี้
เจาะลึกค่าธรรมเนียมใหม่: Integrity Fee ที่ต้องจ่ายเพิ่ม
Integrity Fee คืออะไร? และต้องจ่ายเท่าไหร่?
มาทำความรู้จักกับเจ้าค่าธรรมเนียมใหม่ที่กำลังจะทำให้ค่าใช้จ่ายวีซ่าเราพุ่งสูงขึ้นกันดีกว่าครับ Integrity Fee คือค่าธรรมเนียมใหม่ที่สหรัฐฯ จะเริ่มเรียกเก็บจากผู้ยื่นขอวีซ่าชั่วคราวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าท่องเที่ยว (B1/B2), วีซ่านักเรียน (F), หรือวีซ่าทำงาน (H, L, O, P) โดยค่าธรรมเนียมนี้อยู่ที่ 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 9,100 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน)
สิ่งที่น่าตกใจและต้องเน้นย้ำคือ ค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถขอคืนได้, ขอยกเว้นไม่ได้, หรือลดหย่อนไม่ได้เลย ไม่ว่าผลการพิจารณาวีซ่าของคุณจะผ่านหรือไม่ก็ตาม หมายความว่าแค่ยื่นขอวีซ่าก็ต้องจ่ายเงินจำนวนนี้ไปแล้ว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับนักเดินทางทุกคน
ตัวอย่างคำนวณค่าธรรมเนียมใหม่: ต้องจ่ายเพิ่มเท่าไร?
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจน เรามาลองคำนวณค่าใช้จ่ายรวมกันดูครับ
ค่าธรรมเนียมเดิม vs. ค่าธรรมเนียมใหม่
- ค่าธรรมเนียมเดิม สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว (B1/B2) คือ 185 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,800 บาท)
- ค่าธรรมเนียมใหม่ (Integrity Fee) ที่ต้องจ่ายเพิ่มคือ 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,100 บาท)
สรุปค่าใช้จ่ายรวม: จากหลักพันสู่หลักหมื่น
เมื่อนำทั้งสองส่วนมารวมกัน ค่าใช้จ่ายรวมในการยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวจะพุ่งสูงขึ้นเป็น:
ค่าธรรมเนียมรวม (โดยประมาณ) = 185 + 250 = 435 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 15,900 บาท
จากเดิมที่เราเตรียมเงินไว้ประมาณ 6-7 พันบาท ตอนนี้อาจต้องเตรียมงบไว้เกือบ 2 หมื่นบาทเลยทีเดียวครับ ถือเป็นการปรับขึ้นที่ค่อนข้างมากและมีผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางของหลายๆ คนอย่างแน่นอน
ผลกระทบที่นักเดินทางต้องเจอ: ค่าวีซ่าแพงขึ้น ส่งผลอะไรบ้าง?
ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมหาศาล สำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางอย่างประเทศไทย การที่ค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ทำให้งบประมาณในการเดินทางต้องถูกปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มวางแผนท่องเที่ยวด้วยซ้ำ บางคนอาจถึงขั้นต้องทบทวนแผนการเดินทางใหม่ทั้งหมด เพราะงบที่ตั้งไว้ไม่เพียงพออีกต่อไป
ความฝันที่อาจต้องเลื่อนไป
สำหรับใครหลายๆ คนที่กำลังเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวสหรัฐฯ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้อาจทำให้ความฝันต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพราะเงินจำนวนกว่า 15,900 บาท ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย การที่ต้องมาจ่ายเงินก้อนนี้ตั้งแต่ยังไม่รู้ผลว่าจะผ่านหรือไม่ ก็เป็นความเสี่ยงที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย
ใครบ้างที่ต้องเตรียมรับมือกับค่าธรรมเนียมใหม่?
วีซ่าประเภทไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบ?
ข่าวนี้ไม่ได้กระทบแค่วีซ่าท่องเที่ยว (B1/B2) เท่านั้นนะครับ แต่ครอบคลุม วีซ่าชั่วคราวทุกประเภท เลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น:
- วีซ่านักเรียน (F, M): น้องๆ ที่กำลังจะไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ อาจต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
- วีซ่าแลกเปลี่ยน (J): ผู้ที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
- วีซ่าทำงานชั่วคราว (H, L, O, P): ผู้ที่เดินทางไปทำงานในสหรัฐฯ ในระยะสั้น
เรียกได้ว่าใครที่มีแผนเดินทางไปสหรัฐฯ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายใหม่
นอกจากประเทศไทยแล้ว นโยบายนี้ยังส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางไปสหรัฐฯ รวมถึงประเทศที่อยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver Program) เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, และสิงคโปร์ ก็จะถูกปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการลงทะเบียน ESTA เช่นกัน แสดงให้เห็นว่านี่คือนโยบายที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่ใช่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น
มีแผนจะไปเที่ยวสหรัฐฯ ทำไงดี? แนะนำทางออกและข้อควรรู้
ควรยื่นขอวีซ่าตอนไหนดี?
ถ้าคุณมีแผนจะเดินทางไปสหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2025 หรือต้นปี 2026 และยังไม่ได้ยื่นขอวีซ่า การตัดสินใจว่าจะยื่นขอวีซ่าเมื่อไหร่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ข่าวเปิดเผยว่าค่าธรรมเนียมใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในช่วงปีงบประมาณ 2025 หรือประมาณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หากคุณสามารถยื่นขอวีซ่าและได้รับอนุมัติก่อนวันที่กำหนด ก็อาจจะสามารถจ่ายในอัตราเดิมได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องรีบติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะวันที่แน่นอนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
การวางแผนการเงินล่วงหน้า
การเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ลองคำนวณงบประมาณการเดินทางใหม่ทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าคุณยังมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน, ค่าที่พัก, และค่าใช้จ่ายส่วนตัวในระหว่างการเดินทาง
ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากนโยบายนี้ยังเป็นเพียงข่าวที่กำลังจะเกิดขึ้น การติดตามข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันที่สุด หลีกเลี่ยงการเชื่อข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ
บทสรุป: การเดินทางสู่สหรัฐฯ ที่เปลี่ยนไป
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่ใฝ่ฝันอยากจะเดินทางไปเยือนดินแดนแห่งนี้ แม้ว่าเหตุผลในการปรับขึ้นจะเป็นไปเพื่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐฯ เอง แต่สำหรับนักเดินทางแล้ว นี่คือภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือการเตรียมตัวให้พร้อม วางแผนทางการเงินให้ดี และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความฝันที่จะได้สัมผัสกับประสบการณ์การเดินทางในสหรัฐฯ ยังคงเป็นจริงได้ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุปสรรคใดๆ ก็ตาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: ค่าธรรมเนียมใหม่ (Integrity Fee) เริ่มใช้เมื่อไหร่?
A1: ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ค่าธรรมเนียมใหม่จะมีผลในช่วงปีงบประมาณ 2025 ซึ่งคาดว่าจะเป็นประมาณวันที่ 1 ตุลาคม 2568 อย่างไรก็ตาม ควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากสถานทูตสหรัฐฯ อีกครั้งเพื่อความถูกต้อง
Q2: ถ้าผมยื่นวีซ่าแล้วไม่ผ่าน จะขอคืนค่าธรรมเนียมใหม่ได้ไหม?
A2: ตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา ค่าธรรมเนียมใหม่ที่ชื่อว่า “Integrity Fee” นั้นไม่สามารถขอคืนได้ ไม่ว่าวีซ่าของคุณจะได้รับอนุมัติหรือไม่ก็ตาม
Q3: นอกเหนือจากวีซ่าท่องเที่ยวแล้ว วีซ่าประเภทไหนบ้างที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใหม่นี้?
A3: ค่าธรรมเนียมนี้จะถูกเรียกเก็บจากผู้ยื่นขอวีซ่าชั่วคราวทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน หรือวีซ่าแลกเปลี่ยน ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ทั้งหมดครับ
Q4: การขึ้นค่าวีซ่าในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นหรือไม่?
A4: ตามเหตุผลที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ให้มา การขึ้นค่าธรรมเนียมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้พัฒนาระบบความมั่นคงบริเวณชายแดนและปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองให้ทันสมัยขึ้น ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าครองชีพในประเทศ
Q5: ประเทศไทยมีโอกาสเข้าร่วมโครงการยกเว้นวีซ่า (Visa Waiver Program) ในอนาคตหรือไม่?
A5: ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลหรือการประกาศอย่างเป็นทางการว่าประเทศไทยจะสามารถเข้าร่วมโครงการยกเว้นวีซ่าได้ อย่างไรก็ตาม หากมีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ
ขอบคุณที่มา
https://www.sanook.com/travel/1452563/
** ข้อมูลในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีความคลาดเคลื่อนได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อความถูกต้อง**
บทความแนะนำ:
- ศูนย์แปลเอกสาร-รับแปลภาษา ใกล้คุณ
- ศูนย์บริการรับแปลสัญญา/ แปลเอกสารกฎหมาย
- บริษัทรับแปลเอกสารรับรองเอกสารกงสุล ใกล้คุณ
- ศูนย์บริการแปลเอกสารรับรองเอกสารโนตารี ใกล้คุณ
- รับแปลเอกสารทุกจังหวัด
ทำไมต้องเลือกบริการแปลภาษาและแปลเอกสารยื่นวีซ๋ากับ First Choice Translation?
1. บริการครบวงจรสำหรับเอกสารยื่นวีซ่าโดยเฉพาะ
เราเข้าใจดีว่าการเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสำคัญอย่างยิ่ง ทีมงานของเราจึงมีความเชี่ยวชาญในการแปลเอกสารราชการต่างๆ ที่ใช้สำหรับยื่นวีซ่าโดยเฉพาะ เช่น ทะเบียนบ้าน, บัตรประชาชน, สูติบัตร, ทะเบียนสมรส, และเอกสารทางการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารของคุณจะถูกต้องครบถ้วนตามข้อกำหนดของสถานทูต
2. นักแปลผู้เชี่ยวชาญและคุณภาพการแปลที่ได้รับการยอมรับ
เรามีทีมนักแปลที่มากประสบการณ์และเชี่ยวชาญในภาษาต่างๆ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้ในการยื่นวีซ่า นอกจากนี้ เรายังให้บริการรับรองการแปลเอกสารจากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และมีตราประทับรับรองจากศูนย์แปลของเรา ซึ่งเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือได้ ทำให้เอกสารของคุณมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้น
3. ราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่า
เราให้บริการแปลเอกสารในราคาที่เข้าถึงได้และเป็นมิตรกับลูกค้า เป็นราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพงานและความรวดเร็วที่เรามอบให้
4. รวดเร็วทันใจ พร้อมให้บริการเร่งด่วน
เรารู้ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเตรียมเอกสารให้ทันกำหนด เราจึงมีบริการแปลด่วนและส่งมอบงานให้ถึงมือคุณภายใน 1 วันทำการ เพื่อให้คุณสามารถนำเอกสารไปใช้ได้ทันเวลา
5. บริการจัดส่งที่สะดวกสบาย
เพื่อให้คุณได้รับเอกสารที่แปลแล้วอย่างรวดเร็ว เรามีบริการจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) หรือถ้าคุณอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็สามารถมารับเอกสารได้ด้วยตนเองที่สำนักงานของเรา ทำให้การรับส่งเอกสารเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย
6. การันตีผ่านฉลุย ยื่นแล้วไม่ถูกตีกลับ
ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการแปลเอกสารยื่นวีซ่ามาอย่างยาวนาน เรามั่นใจว่าเอกสารที่คุณได้รับจากเราจะมีความถูกต้องตามหลักการแปลสากลและตรงตามข้อกำหนดของสถานทูตต่างๆ จึงช่วยเพิ่มโอกาสในการพิจารณาวีซ่าของคุณให้ผ่านฉลุย
การเลือกใช้บริการแปลเอกสารกับ First Choice Translation จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความสำเร็จในการยื่นวีซ่าของคุณ หากมีคำถามเพิ่มเติมหรือต้องการสอบถามรายละเอียด สามารถติดต่อเราได้โดยตรงเลยนะครับ
ติดต่อศูนย์แปลเอกสารเฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชัน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับบริการกับศูนย์แปลเอกสาร เฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชันได้แล้ววันนี้ที่
LINE OFFICIAL ACCOUNT: https://page.line.me/fc2009?openQrModal=true หรือ
สำนักงานใหญ่ สะพานควาย จตุจักร
อาคารภูมิเดชา ชั้น 4 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถ.ประดิพัทธ์ เเขวง/เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 082-3256236 , 065-3958392
https://goo.gl/maps/zUrGGGGWSrtMvjDa7
ศูนย์แปลเอกสารสาขาภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์ เมืองภูเก็ต
เลขที่ 7/4 ถ.ปฏิพัทธ์ ต.ตลาตเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทร. 086-3669255
https://goo.gl/maps/s21JAisaAnRPvxtHA






