ทำไมต้องระวังคำพูดในโลกยุคใหม่? เคยไหมที่รู้สึกว่าแค่คำพูดบางคำก็สามารถสร้างเรื่องราวใหญ่โตได้ในพริบตา? ในโลกที่การสื่อสารไร้พรมแดนอย่างทุกวันนี้ การใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมและให้เกียรติผู้อื่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของมารยาท แต่คือหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเข้าใจกันและกัน
ภาษาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน
ในอดีต บางคำอาจถูกใช้กันอย่างแพร่หลายโดยไม่มีใครคิดอะไรมากนัก แต่เมื่อโลกเปิดกว้างขึ้น ผู้คนได้เรียนรู้เรื่องราวและมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ความหมายของคำบางคำก็ถูกตีความใหม่และกลายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งอาจสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับผู้ฟังโดยที่เราไม่รู้ตัว และนั่นคือที่มาของบทความนี้ที่เราจะมาเปิดเผย 5 คำภาษาอังกฤษที่คุณควรหลีกเลี่ยงเมื่อพูดคุยกับชาวต่างชาติ ถ้าไม่อยากให้ความสัมพันธ์ดีๆ ต้องพังลงเพราะความไม่ตั้งใจ
“ความหมายแฝง” ที่ต้องระวัง
คำพูดไม่ได้มีแค่ความหมายตามตัวอักษรเท่านั้น แต่มักจะมี “ความหมายแฝง” ที่มาพร้อมกับบริบททางประวัติศาสตร์และสังคม ซึ่งหลายครั้งคำพูดเหล่านั้นก็กลายเป็น เครื่องมือในการเหยียดหยาม ดูถูก หรือสร้างความรู้สึกต่ำต้อย ให้กับผู้ฟัง การที่เราเข้าใจและหลีกเลี่ยงการใช้คำเหล่านี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความเคารพในความแตกต่างของแต่ละบุคคล และเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารสำหรับทุกคน
ไขความลับ 5 คำต้องห้ามที่ชาวต่างชาติไม่อยากได้ยิน
มาดูกันว่า 5 คำอันตรายที่เรากำลังพูดถึงคืออะไร และทำไมคุณถึงควรเก็บมันไว้ในลิ้นชักที่ปิดตายไปตลอดกาล
คำที่ 1 Chink – คำเหยียดชาวเอเชียที่เจ็บปวดลึกๆ
Chink เป็นคำที่คุณอาจจะเคยได้ยินในภาพยนตร์เก่าๆ หรือในอินเทอร์เน็ต แต่มันคือคำเหยียดที่ เลวร้ายและร้ายกาจที่สุดสำหรับคนเอเชีย คำนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ “เจ๊ก” หรือ “คนจีน” อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่มันแฝงไปด้วยความหมายของการดูถูก ลดทอนคุณค่า และมองว่าคนเอเชียเป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตที่ด้อยกว่า
ที่มาและความหมายที่แท้จริง
คำว่า Chink มีที่มาจากความเกลียดชังชาวจีนที่อพยพไปทำงานในอเมริกาในอดีต และถูกใช้เพื่อล้อเลียนรูปลักษณ์ทางกายภาพ เช่น ดวงตาที่ดูตี่ รวมถึงเป็นการดูถูกว่าชาวเอเชียเป็นคนงานชั้นต่ำและไม่ได้รับการยอมรับในสังคม ดังนั้นการใช้คำนี้จึงเป็นการ ขุดเอาบาดแผลทางประวัติศาสตร์ ที่ชาวเอเชียต้องเผชิญในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง
ทำไมคนเอเชียถึงรู้สึกแย่กับคำนี้?
ลองจินตนาการว่ามีคนมาเรียกคุณด้วยคำที่ดูถูกและเหยียดหยามบรรพบุรุษของคุณดูสิครับ? ความรู้สึกนั้นคงไม่ดีเลยใช่ไหมครับ? Chink ก็เป็นคำที่สร้างความเจ็บปวดในลักษณะเดียวกัน มันเป็นการย้ำเตือนถึงการถูกเลือกปฏิบัติและการเป็นพลเมืองชั้นสอง ทำให้คนเอเชียรู้สึกว่าคุณไม่ได้มองเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน แต่เป็นเพียงกลุ่มคนในเผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่า
คำที่ 2: Jap – ประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดของชาวญี่ปุ่น
คล้ายกับคำว่า Chink คำว่า Jap ก็เป็นอีกคำที่ใช้เพื่อ เหยียดหยามคนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ แม้จะเป็นคำสั้นๆ ที่ฟังดูเหมือนมาจากคำว่า Japanese แต่เบื้องหลังของมันเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าเศร้าและรุนแรง
รากเหง้าจากสงครามโลกครั้งที่สอง
คำว่า Jap เริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อทหารอเมริกันใช้คำนี้เรียกชาวญี่ปุ่นด้วยความเกลียดชังและต้องการลดทอนความเป็นมนุษย์ของศัตรูในสงคราม การใช้คำนี้จึงเปรียบเสมือนการ ตอกย้ำความโหดร้ายและความเป็นอริ ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ และการนำคำนี้กลับมาใช้ในปัจจุบันก็ไม่ต่างจากการเปิดแผลเก่าให้มันกลับมาเจ็บปวดอีกครั้ง
การใช้คำนี้ในยุคปัจจุบัน
ในยุคที่เราไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามแล้ว การใช้คำว่า Jap จึงถูกมองว่าเป็นการขาดความเคารพและไม่ให้เกียรติชาวญี่ปุ่นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการสื่อสารระหว่างประเทศ หากคุณต้องการพูดถึงชาวญี่ปุ่น ลองใช้คำว่า “Japanese” หรือ “people from Japan” แทนดีกว่าครับ รับรองว่าปลอดภัยและน่ารักกว่ากันเยอะ
คำที่ 3: Nigga – คำต้องห้ามสำหรับคนผิวสี
นี่คือคำที่ได้ชื่อว่าเป็น “The N-Word” หรือคำต้องห้ามในภาษาอังกฤษ คำว่า Nigga มีรากมาจากคำว่า “Negro” ในภาษาสเปนที่แปลว่า “สีดำ” และถูกใช้โดยคนขาวในอดีตเพื่อ เหยียดหยามและกดขี่คนผิวสี ที่ต้องตกเป็นทาส คำนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ การถูกเลือกปฏิบัติ และความโหดร้ายทางประวัติศาสตร์
จาก “Negro” สู่ “The N-Word”
ในอดีต “Negro” เป็นคำที่ใช้เรียกคนผิวสีอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำนี้ก็ถูกนำไปใช้ในบริบทที่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คน จนกลายเป็นคำที่ใช้ในการเหยียดและดูถูกอย่างรุนแรง จนกระทั่งถูกแทนที่ด้วยคำที่สุภาพกว่าอย่าง “Black” หรือ “African American” แต่คำว่า Nigga ยังคงเป็นคำที่ คนผิวสีจำนวนมากรู้สึกเจ็บปวดอย่างที่สุด หากได้ยินจากคนนอกกลุ่ม
ทำไมถึงเป็นคำต้องห้าม?
แม้ว่าในปัจจุบันคนผิวสีบางกลุ่มจะใช้คำว่า “Nigga” เรียกกันเองเพื่อแสดงถึงความสนิทสนมและความเป็นพวกพ้อง แต่สำหรับคนนอก การใช้คำนี้ถือเป็นเรื่องที่ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งและเสี่ยงต่อการถูกมองว่าเหยียดผิวอย่างรุนแรง เพราะคุณไม่ได้อยู่ในบริบทเดียวกัน และมันอาจถูกตีความว่าเป็นการดูถูกอย่างไม่ตั้งใจและสร้างปัญหาใหญ่โตได้เลยนะครับ
คำที่ 4: Monkey – การเปรียบเทียบที่ลดทอนความเป็นมนุษย์
คำว่า Monkey หรือ “ลิง” ในภาษาไทยอาจดูเป็นคำธรรมดาและไม่มีพิษมีภัย แต่สำหรับคนผิวสี การถูกเรียกว่า Monkey หรือถูกเปรียบเทียบกับลิงนั้นเป็น การเหยียดหยามที่เจ็บปวดอย่างที่สุด เพราะเป็นการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
ความรู้สึกเชิงลบที่ซ่อนอยู่
การเปรียบเทียบคนผิวสีกับลิงมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ผิดๆ ในอดีตที่เชื่อว่าคนผิวสีมีวิวัฒนาการที่ต่ำกว่าคนขาว และยังไม่หลุดพ้นจากความเป็นสัตว์ป่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ ไม่มีพื้นฐานความจริงทางวิทยาศาสตร์ และเป็นการสร้างความเข้าใจผิดที่อันตราย ดังนั้นการใช้คำนี้จึงเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่ผิดเพี้ยนและเหยียดหยามนี้
ผลกระทบทางจิตใจ
การถูกเรียกว่า Monkey สร้างความรู้สึกเจ็บปวดทางจิตใจอย่างรุนแรง เพราะมันเป็นการ ปฏิเสธความเป็นมนุษย์ และทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกลดทอนให้เป็นแค่สัตว์ตัวหนึ่ง การแสดงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นจึงเป็นสิ่งสำคัญ และการหลีกเลี่ยงคำนี้ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่จะทำได้
คำที่ 5: Ghetto – ไม่ใช่แค่คำ แต่คือการตีตราทางชนชั้น
คำว่า Ghetto หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นคำที่ใช้กับคนผิวสีเท่านั้น แต่ความจริงแล้วคำนี้ถูกใช้เพื่อ ดูถูกและตีตราคนทุกสีผิว ที่อาศัยอยู่ในย่านที่ยากจน หรือมีสภาพความเป็นอยู่ที่แย่ คำว่า Ghetto มีความหมายที่แฝงด้วยการตัดสินว่าคนเหล่านั้นเป็นชนชั้นต่ำ หรือเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษาที่ดี
ความหมายที่ซ่อนเร้นและผลกระทบ
คำว่า Ghetto เดิมทีใช้เพื่ออธิบายเขตที่อยู่ของชาวยิวในยุโรปตะวันออก แต่ในปัจจุบันถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึง ย่านเสื่อมโทรม หรือพื้นที่ที่มีแต่คนยากจน การใช้คำนี้จึงเป็นการสร้างภาพเหมารวม (stereotype) ว่าคนจากย่านนั้นๆ ด้อยคุณภาพ และเป็นการ ตัดสินคนจากสภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ แทนที่จะมองที่ความเป็นคน
ใครๆ ก็ไม่ชอบคำนี้
ไม่มีใครที่ชอบถูกตัดสินจากที่อยู่ที่เขาอยู่ หรือถูกตีตราว่าเป็นคนชั้นต่ำ ดังนั้นการใช้คำว่า Ghetto จึงเป็นการทำร้ายความรู้สึกและลดทอนคุณค่าของผู้อื่นอย่างไม่ตั้งใจ หากต้องการพูดถึงย่านที่ยากจนหรือขาดแคลน ลองใช้คำว่า “low-income neighborhood” หรือ “disadvantaged community” แทนจะดีกว่าครับ เพราะคำเหล่านี้ให้ความหมายที่สุภาพและไม่ตัดสินผู้คน
บทสรุป: สร้างโลกที่น่าอยู่ด้วยคำพูดของเรา
คำพูดคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่เรามีในชีวิตประจำวัน การเลือกใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมและให้เกียรติผู้อื่นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันคือกระจกสะท้อนว่าเรามองโลกและผู้คนรอบข้างอย่างไร การที่เราเรียนรู้ที่จะหลีกเลี่ยง 5 คำอันตรายเหล่านี้ ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันตัวเองจากปัญหา แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเคารพในความหลากหลายและมองเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
คำพูดที่ดี เริ่มจากความเข้าใจ
การทำความเข้าใจที่มาที่ไปของคำแต่ละคำจะช่วยให้เราตระหนักถึงความละเอียดอ่อนของมัน และจะทำให้เราเลือกใช้คำได้อย่างถูกต้องมากขึ้น จำไว้ว่า การสื่อสารที่แท้จริงคือการทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี ไม่ใช่การทำให้ผู้ฟังรู้สึกแย่
สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ไร้อคติ
มาสร้างโลกที่ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับด้วยการสื่อสารที่สร้างสรรค์กันเถอะครับ การที่เราใส่ใจในคำพูดแต่ละคำที่หลุดออกมาจากปาก คือการเริ่มลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีในโลกใบนี้แล้วนั่นเอง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: เราควรทำอย่างไรหากเผลอใช้คำเหล่านี้ไปแล้ว?
A: หากคุณเผลอใช้คำเหล่านี้ไปแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดคือการ ขอโทษอย่างจริงใจ และอธิบายว่าคุณไม่ได้มีเจตนาที่จะเหยียดหยาม พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าคุณเข้าใจว่าทำไมคำนั้นถึงเป็นปัญหา การยอมรับความผิดพลาดและเรียนรู้จากมันคือวิธีที่ดีที่สุด
Q2: มีวิธีอื่นในการพูดถึงคนจากเชื้อชาติอื่นอย่างสุภาพหรือไม่?
A: แน่นอนครับ! ลองใช้คำที่ระบุเชื้อชาติหรือสัญชาติโดยตรงจะดีที่สุด เช่น “Japanese people” หรือ “people from Japan” แทนที่จะใช้คำย่อหรือคำแสลงที่ไม่สุภาพ หากไม่แน่ใจให้ใช้คำว่า “ชาวต่างชาติ” หรือ “ต่างชาติ” (foreigner) จะปลอดภัยที่สุด
Q3: ทำไมบางคำจึงเป็นที่ยอมรับในกลุ่มคนบางกลุ่ม แต่ไม่ควรใช้ในที่สาธารณะ?
A: บางคำ เช่น “Nigga” อาจถูกใช้ในกลุ่มคนบางกลุ่มเพื่อสร้างความเป็นพวกพ้อง แต่เมื่อใช้ในที่สาธารณะหรือโดยคนนอกกลุ่ม มันจะถูกตีความว่าเป็นการเหยียดหยามทันที เพราะคุณไม่ได้มีบริบทหรือความสัมพันธ์ที่อนุญาตให้ใช้คำนั้นได้ครับ
Q4: การใช้คำแสลง (slang) ถือเป็นเรื่องไม่สุภาพหรือไม่?
A: คำแสลงไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องไม่สุภาพเสมอไป แต่คุณควรใช้ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงบริบท หากคุณไม่แน่ใจว่าคำแสลงนั้นเหมาะสมหรือไม่ ก็ควรหลีกเลี่ยงและใช้คำที่สุภาพและเป็นทางการกว่าจะดีกว่าครับ
Q5: ถ้าไม่แน่ใจว่าคำไหนสุภาพหรือไม่สุภาพ ควรทำอย่างไร?
A: หากคุณไม่แน่ใจในความหมายหรือที่มาของคำใดๆ การค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือสอบถามจากเจ้าของภาษาอย่างสุภาพคือวิธีที่ดีที่สุด อย่าเพิ่งใช้คำนั้นเด็ดขาด จนกว่าคุณจะมั่นใจว่ามันเหมาะสมที่จะใช้ครับ
ขอบคุณที่มา
https://www.sanook.com/news/9822742/
* ข้อมูลในบทความนี้อาจไม่เป็นปัจจุบัน หรือมีความคลาดเคลื่อนได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมกับแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อความถูกต้อง**
บทความแนะนำ:
- ศูนย์แปลเอกสาร-รับแปลภาษา ใกล้คุณ
- ศูนย์บริการรับแปลสัญญา/ แปลเอกสารกฎหมาย
- บริษัทรับแปลเอกสารรับรองเอกสารกงสุล ใกล้คุณ
- ศูนย์บริการแปลเอกสารรับรองเอกสารโนตารี ใกล้คุณ
- รับแปลเอกสารทุกจังหวัด
ทำไมต้องเลือกบริการแปลภาษาและแปลเอกสารกับ First Choice Translation ของเรา
1. คุณภาพที่เหนือกว่าด้วยทีมนักแปลมืออาชีพ
เราให้ความสำคัญกับคุณภาพเป็นอันดับแรก ทีมงานของเราประกอบด้วย นักแปลเจ้าของภาษา ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย การแพทย์ ธุรกิจ หรือเทคโนโลยี ทำให้มั่นใจได้ว่างานแปลของคุณจะถูกต้อง แม่นยำ และเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ เรายังมี ทีมบรรณาธิการ (Editor) ที่ช่วยตรวจทานงานแปลทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุด
2. ความรวดเร็วและตรงต่อเวลา
เราเข้าใจดีว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกค้า First Choice Translation มีระบบการจัดการที่ทันสมัยและทีมงานที่พร้อมให้บริการ ทำให้เราสามารถส่งมอบงานแปลที่มีคุณภาพได้ ตามกำหนดเวลาที่ตกลงกัน ไม่ว่าจะเป็นงานด่วนหรืองานที่มีจำนวนมาก เราก็พร้อมบริหารจัดการเพื่อให้งานเสร็จทันตามความต้องการของคุณ
3. ความน่าเชื่อถือและการรักษาความลับ
ข้อมูลและเอกสารของคุณจะถูกเก็บรักษาเป็นความลับสูงสุด เรามีมาตรการป้องกันข้อมูลที่เข้มงวด ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเอกสารสำคัญของคุณจะ ปลอดภัยและไม่รั่วไหล นอกจากนี้ เรายังมีชื่อเสียงที่น่าเชื่อถือในวงการ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนมาอย่างยาวนาน
4. บริการที่หลากหลายและครบวงจร
First Choice Translation ไม่ได้ให้บริการแค่การแปลเอกสารทั่วไป แต่เรามีบริการที่ครอบคลุมทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็น:
- แปลภาษาทั่วไป: อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และภาษาอื่นๆ
- แปลเอกสารราชการ: เช่น สูติบัตร ทะเบียนบ้าน ใบขับขี่ พร้อมรับรองกงสุล
- แปลเอกสารเฉพาะทาง: เช่น สัญญาทางธุรกิจ รายงานการประชุม คู่มือทางเทคนิค
5. ราคาที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่า
เรานำเสนอราคาที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับคุณภาพของงานที่คุณจะได้รับ คุณสามารถขอ ใบเสนอราคาฟรี ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้คุณสามารถเปรียบเทียบและพิจารณาได้อย่างสบายใจ
หากคุณกำลังมองหาบริการแปลภาษาที่เชื่อถือได้ มีคุณภาพ และตอบโจทย์ทุกความต้องการ First Choice Translation คือตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณอย่างแน่นอนครับ
ติดต่อศูนย์แปลเอกสารเฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชัน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับบริการกับศูนย์แปลเอกสาร เฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชันได้แล้ววันนี้ที่
LINE OFFICIAL ACCOUNT: https://page.line.me/fc2009?openQrModal=true หรือ
สำนักงานใหญ่ สะพานควาย จตุจักร
อาคารภูมิเดชา ชั้น 4 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถ.ประดิพัทธ์ เเขวง/เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 082-3256236 , 065-3958392
https://goo.gl/maps/zUrGGGGWSrtMvjDa7
ศูนย์แปลเอกสารสาขาภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์ เมืองภูเก็ต
เลขที่ 7/4 ถ.ปฏิพัทธ์ ต.ตลาตเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทร. 086-3669255
https://goo.gl/maps/s21JAisaAnRPvxtHA






