การนำเอกสารไปใช้ในต่างประเทศ หลายคนมักเข้าใจว่าเพียงแค่แปลเอกสารหรือรับรองจากหน่วยงานเดียวก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริง รูปแบบการรับรองเอกสารจะขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีที่ประเทศนั้น ไม่เป็นสมาชิก Apostille จะต้องใช้กระบวนการที่เรียกว่า Legalization ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าและต้องผ่านหลายหน่วยงานตามลำดับ บทความนี้จะอธิบายขั้นตอน Legalization สำหรับประเทศที่ไม่เป็นสมาชิก Apostille ต้องรับรองเอกสารกี่ชั้น ผ่านหน่วยงานใดบ้าง พร้อมวิธีตรวจสอบประเทศปลายทางอย่างถูกต้อง
หากประเทศปลายทาง ไม่เป็นสมาชิก Apostille เอกสารจะต้องผ่านกระบวนการรับรองแบบ Legalization ซึ่งเป็นการรับรองหลายขั้นตอน ดังนี้
- หน่วยงานต้นทาง
- กระทรวงการต่างประเทศ
- สถานทูตประเทศปลายทาง
ขั้นตอนนี้ใช้กับประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมอนุสัญญาเฮก ค.ศ. 1961 และเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ
หากไม่แน่ใจว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง อ่าน ประเทศปลายทางกำหนดรูปแบบการรับรองอย่างไร
1. Legalization คืออะไร
Legalization เป็นกระบวนการรับรองเอกสารแบบหลายลำดับขั้นตอน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันความถูกต้องของลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้เอกสารสามารถนำไปใช้ในต่างประเทศได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย กระบวนการนี้จะถูกนำมาใช้ในกรณีที่ประเทศปลายทางไม่ได้เข้าร่วมระบบ Apostille ซึ่งเป็นระบบการรับรองเอกสารแบบขั้นตอนเดียว
ระบบ Apostille อยู่ภายใต้ Hague Conference on Private International Law ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่กำหนดมาตรฐานการรับรองเอกสารให้ประเทศสมาชิกสามารถยอมรับเอกสารซึ่งกันและกันได้โดยไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอน
แต่หากประเทศปลายทางไม่ได้เข้าร่วมอนุสัญญานี้ เอกสารจะต้องผ่านกระบวนการ Legalization แทน ซึ่งมีลักษณะเป็นการรับรองแบบหลายชั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศปลายทางว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารแท้จากรัฐต้นทาง
อ่านเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ Apostille vs Legalization ต่างกันอย่างไร
2. ประเทศใดบ้างที่ไม่ใช้ Apostille (ต้องทำ Legalization)
แม้ว่าปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกจะเข้าร่วมระบบ Apostille แล้ว แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงใช้ระบบ Legalization อยู่ โดยเฉพาะประเทศในตะวันออกกลางและบางประเทศในเอเชีย
ตัวอย่างประเทศที่ยังไม่เข้าร่วม Apostille ได้แก่
- United Arab Emirates
- Saudi Arabia
- Qatar
- Kuwait
- Vietnam
- Thailand
- China (บางกรณีมีข้อกำหนดเฉพาะ เช่น เอกสารบางประเภทอาจต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มเติม)
หมายเหตุ: รายชื่อประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบจากหน่วยงานทางการของประเทศปลายทางเสมอ
หากต้องการดูประเทศที่ใช้ Apostille อ่านที่ ประเทศสมาชิก Apostille มีประเทศใดบ้าง
3. ขั้นตอน Legalization แบบละเอียด 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนของ Legalization มีดังนี้
- ขั้นที่ 1 หน่วยงานต้นทาง
- ขั้นที่ 2 กรมการกงสุลกระทรวงการต่างประเทศ
- ขั้นที่ 3 สถานทูตประเทศปลายทาง
- เสร็จสิ้นใช้งานได้ต่างประเทศ
3.1 ขั้นตอนที่ 1 รับรองจากหน่วยงานต้นทาง
เอกสารทุกฉบับจะต้องเริ่มต้นจากหน่วยงานที่ออกเอกสาร หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายก่อนเสมอ เนื่องจากหน่วยงานเหล่านี้เป็นผู้รับรองความถูกต้องของเนื้อหาในเอกสารโดยตรง
ตัวอย่างหน่วยงานต้นทาง เช่น
- มหาวิทยาลัย — สำหรับวุฒิการศึกษา ใบแสดงผลการเรียน
- สำนักงานทะเบียน — สำหรับใบเกิด ทะเบียนสมรส ใบโสด
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — สำหรับหนังสือรับรองบริษัท
ดูประเภทเอกสารครบ: เอกสารใช้ต่างประเทศมีกี่ประเภท
3.2 ขั้นตอนที่ 2 รับรองโดยกระทรวงการต่างประเทศ
หลังจากผ่านหน่วยงานต้นทางแล้ว เอกสารจะต้องนำไปยื่นที่กรมการกงสุล ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย
บทบาทของกรมการกงสุลในขั้นตอนนี้คือการตรวจสอบลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่บนเอกสาร โดยจะใช้ฐานข้อมูลลายมือชื่อที่มีอยู่ในการตรวจสอบว่าเป็นของจริงหรือไม่
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ กรมการกงสุลไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาของเอกสาร แต่จะตรวจสอบเพียงว่าเอกสารนั้นออกโดยหน่วยงานที่ถูกต้องและมีการลงนามโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ
รายละเอียดกระบวนการสามารถอ่านได้ที่ ขั้นตอนรับรองเอกสารกรมการกงสุล
3.3 ขั้นตอนที่ 3 รับรองโดยสถานทูตประเทศปลายทาง
หลังจากเอกสารผ่านการรับรองจากกรมการกงสุลแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการนำเอกสารไปยื่นที่สถานทูตของประเทศปลายทางในประเทศไทย
สถานทูตจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐปลายทาง ในการตรวจสอบว่าเอกสารดังกล่าวได้รับการรับรองจากหน่วยงานของประเทศไทยอย่างถูกต้องแล้วจริงหรือไม่
เมื่อสถานทูตรับรองเรียบร้อย เอกสารจะถือว่าสมบูรณ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสามารถนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้ เช่น
- วีซ่าเเต่งงาน/ วีซ่าชั่วคราว /วีซ่าถาวร
- ยื่นขอวีซ่าทำงาน / วีซ่านักเรียน
- สมัครงานหรือศึกษาต่อในต่างประเทศ
- ทำธุรกรรมทางกฎหมายและธุรกิจในต่างประเทศ

4. เอกสารประเภทใดที่มักต้องทำ Legalization
เอกสารที่ต้องทำ Legalization มักเป็นเอกสารที่มีผลทางกฎหมายหรือใช้ในกระบวนการทางราชการของต่างประเทศ โดยสามารถแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม เช่น
- สูติบัตร/ใบรับรองเกิด
- ทะเบียนสมรส
- วุฒิการศึกษา / ทรานสคริปต์
- หนังสือมอบอำนาจ
- หนังสือรับรองสถานภาพสมรส / ใบรับรองโสด
- ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
- หนังสือรับรองบริษัท/ ทะเบียนการค้า
- บัตรประชาชน / หนังสือเดินทาง
เอกสารเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านการรับรองหลายขั้นตอนเพื่อให้ประเทศปลายทางสามารถมั่นใจได้ว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องและออกโดยหน่วยงานที่มีอำนาจจริง
ดูภาพรวมประเภทเอกสารได้ที่ เอกสารใช้ต่างประเทศมีกี่ประเภท
- เอกสารส่วนบุคคล
- เอกสารสำหรับการศึกษา
- เอกสารสำหรับธุรกิจ
5. ระยะเวลาและจุดควรระวัง
กระบวนการ Legalization มักใช้เวลานานกว่า Apostille เนื่องจากต้องผ่านหลายหน่วยงาน และในบางกรณีอาจมีข้อกำหนดเฉพาะของสถานทูตแต่ละประเทศเพิ่มเติม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
- ลายเซ็นไม่ตรงกับตัวอย่างในระบบของกรมการกงสุล
- ยื่นเอกสารแปลไม่ครบหรือไม่ถูกรูปแบบที่สถานทูตกำหนด
- ตรวจคำแปลเอกสารของเจ้าหน้าที่กงสุล
- ยื่นผิดลำดับขั้น
- เอกสารหมดอายุก่อนถึงขั้นตอนสถานทูต
- ไม่รู้ว่าสถานทูตของประเทศปลายทางมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญคือการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตั้งแต่ต้น และตรวจสอบรายละเอียดทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ เพราะหากเอกสารถูกปฏิเสธในขั้นใดขั้นหนึ่ง จะต้องย้อนกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ ซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ข้อผิดพลาดที่ทำให้เอกสารถูกตีกลับ ตรวจความพร้อมเอกสารก่อนส่งกรมการกงสุล
6. วิธีตรวจสอบว่าต้องใช้ Legalization หรือ Apostille
ก่อนดำเนินการใด ๆ ควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเอกสารของคุณต้องใช้ Apostille หรือ Legalization โดยสามารถพิจารณาได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้
- ตรวจสอบสถานะสมาชิก Apostille ของประเทศปลายทาง ดูได้จากเว็บไซต์ Hague Conference
- ตรวจสอบข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทาง บางครั้งแม้ประเทศเป็นสมาชิก Apostille แต่หน่วยงานรับเอกสารอาจมีข้อกำหนดต่างออกไป
- ตรวจสอบประเภทเอกสาร เอกสารบางประเภทมีกระบวนการพิเศษ เช่น เอกสารจีนหรือเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าแรงงาน
อ่านบทความเกี่ยวกับ : ประเทศปลายทางกำหนดรูปแบบการรับรองอย่างไร
7. เอกสารของคุณเข้าข่ายแบบไหน
หากยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มจาก Apostille หรือ Legalization ลองเช็คจากประเทศปลายทางก่อนเป็นลำดับแรก เพราะจุดนี้มักเป็นตัวกำหนดแนวทางการเตรียมเอกสารทั้งหมด เมื่อรู้ว่าปลายทางอยู่ในระบบใดแล้ว จึงค่อยเช็คต่อว่าหน่วยงานผู้รับเอกสารจริง ต้องการต้นฉบับ คำแปล หรือการรับรองเพิ่มเติมหรือไม่
ประเทศปลายทางเป็นสมาชิก Apostille
หากประเทศปลายทางเป็นสมาชิก Apostille เอกสารของคุณอาจใช้การรับรองแบบ Apostille ได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีขั้นตอนน้อยกว่า Legalization และเหมาะกับประเทศที่ยอมรับการรับรองตามอนุสัญญา Hague Convention
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดูแค่ชื่อประเทศเพียงอย่างเดียว เพราะหน่วยงานปลายทางบางแห่งอาจยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ต้องแนบคำแปล ต้องใช้เอกสารที่ออกใหม่ หรือระบุรูปแบบเอกสารที่ต้องใช้เป็นพิเศษ
อ่านต่อ 2 เรื่องคือ ประเทศปลายทางอยู่ในรายชื่อสมาชิก Apostille หรือไม่ และ หน่วยงานปลายทางกำหนดรูปแบบการรับรองอย่างไร
ประเทศปลายทางไม่ใช่สมาชิก Apostille
หากประเทศปลายทางไม่อยู่ในระบบ Apostille เอกสารมักต้องเข้าสู่กระบวนการ Legalization ซึ่งโดยทั่วไปมีหลายขั้นตอนมากกว่า เช่น การรับรองจากหน่วยงานต้นทาง การแปลเอกสาร การรับรองจากกรมการกงสุล และในบางกรณีอาจต้องผ่านสถานทูตของประเทศปลายทางเพิ่มเติม
กลุ่มนี้ควรระวังเรื่องลำดับการเตรียมเอกสารเป็นพิเศษ เพราะหากเริ่มผิดขั้นตอน เช่น แปลผิดจังหวะ หรือยื่นเอกสารไม่ครบ อาจทำให้ต้องย้อนกลับไปแก้ใหม่ตั้งแต่ต้น
ดูบริการที่เกี่ยวข้องได้ที่ รับรองเอกสารสถานทูต

FAQ
1. Legalization ใช้แทน Apostille ได้หรือไม่
ไม่ใช่ระบบที่เลือกใช้แทนกันได้เอง แต่ต้องดูว่าประเทศปลายทางและหน่วยงานผู้รับเอกสารกำหนดให้ใช้ระบบใด หากประเทศปลายทางอยู่ในระบบ Apostille มักต้องใช้ Apostille เป็นหลัก แต่หากไม่อยู่ในระบบดังกล่าว หรือมีข้อกำหนดเฉพาะเพิ่มเติม อาจต้องใช้ Legalization แทนหรือใช้ขั้นตอนอื่นประกอบ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางก่อนทุกครั้ง
2. ทำไม Legalization ต้องผ่านสถานทูต
เพราะในหลายเคส สถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศปลายทางเป็นผู้ยืนยันขั้นสุดท้ายว่าเอกสารจากประเทศต้นทางผ่านการรับรองตามลำดับที่ถูกต้องแล้ว
ดูบริการที่เกี่ยวข้องได้ที่ รับรองเอกสารครบวงจร
3. ใช้เวลานานกี่วัน
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับจำนวนขั้นตอนและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปอาจใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานหรือมีเอกสารจำนวนมาก
4.ต้องแปลเอกสารก่อนทำ Legalization หรือไม่
ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสถานทูต ประเทศอย่าง UAE และ Qatar มักต้องการเอกสารแปลเป็นภาษาอาหรับก่อนยื่นสถานทูต ควรตรวจสอบข้อกำหนดเฉพาะล่วงหน้าเสมอ
อ่านเพิ่ม: เอกสารต่างประเทศต้องแปลไทยเมื่อไร
5. ทำเองได้หรือควรใช้ตัวแทน
ทำเองได้ แต่ต้องเข้าใจขั้นตอนและข้อกำหนดอย่างละเอียด หากยื่นผิดขั้นตอนหรือเอกสารไม่ครบ ต้องย้อนกลับไปเริ่มใหม่ทั้งหมด บริษัทตัวแทนมีความเชี่ยวชาญด้านข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละสถานทูต ช่วยลดความเสี่ยงและประหยัดเวลาได้มาก
6. เอกสารแปลรับรองต้องใช้ผู้แปลแบบไหน
ขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและข้อกำหนดของหน่วยงานผู้รับ บางเคสใช้คำแปลทั่วไปไม่ได้ และอาจต้องใช้ผู้แปลที่มีระบุเฉพาะ บางประเทศต้องใช้รับรองโดยนักแปลที่ได้รับอนุญาต (Sworn Translator) และอาจต้องผ่านการรับรองจากกรมการกงสุลเพิ่มเติมด้วย → รายละเอียด French Sworn Translator | German Sworn Translator
7. ถ้าประเทศปลายทางอยู่ในระบบ Apostille แล้ว ยังต้องผ่าน Legalization อีกไหม
โดยหลักควรตรวจจากข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางก่อนเสมอ เพราะบางเคสมีเงื่อนไขเอกสารประกอบหรือคำแปลเพิ่มเติม แม้ประเทศนั้นจะอยู่ในระบบ Apostille ก็ตาม
ติดต่อศูนย์แปลเอกสารเฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชัน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับบริการกับศูนย์แปลเอกสาร เฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชันได้แล้ววันนี้ที่
LINE OFFICIAL ACCOUNT: https://page.line.me/fc2009?openQrModal=true หรือ
สำนักงานใหญ่ สะพานควาย จตุจักร
อาคารภูมิเดชา ชั้น 4 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถ.ประดิพัทธ์ เเขวง/เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 082-3256236 , 065-3958392
https://goo.gl/maps/zUrGGGGWSrtMvjDa7
ศูนย์แปลเอกสารสาขาภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์ เมืองภูเก็ต
เลขที่ 7/4 ถ.ปฏิพัทธ์ ต.ตลาตเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทร. 086-3669255
https://goo.gl/maps/s21JAisaAnRPvxtHA






