เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ ต้องทำอย่างไร คู่มือครบทุกขั้นตอนก่อนยื่นหน่วยงานต่างประเทศ

เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ ต้องทำอย่างไร คู่มือครบทุกขั้นตอนก่อนยื่นหน่วยงานต่างประเทศ

เวลาต้องนำเอกสารไทยไปใช้ในต่างประเทศ หลายคนมักเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ต้องแปลก่อนหรือไม่” หรือ “ต้องเอาไปยื่นกงสุลเลยไหม” แต่ในความเป็นจริง การใช้เอกสารข้ามประเทศไม่ได้มีคำตอบเดียวสำหรับทุกเคส เพราะประเทศปลายทาง หน่วยงานปลายทาง ประเภทเอกสาร ภาษา และระดับการรับรองที่ต้องใช้ อาจต่างกันมาก

บางคนใช้เอกสารเพื่อสมัครเรียน บางคนใช้เพื่อสมัครงาน ยื่นวีซ่า จดทะเบียนสมรส ทำธุรกรรมทางกฎหมาย หรือใช้กับหน่วยงานราชการต่างประเทศ แม้จะเป็นเอกสารไทยเหมือนกัน แต่ลำดับการเตรียมเอกสารอาจไม่เหมือนกันเลย ถ้าเริ่มผิดตั้งแต่ต้น เอกสารอาจถูกตีกลับ เสียเวลาแก้ใหม่ และเสียค่าใช้จ่ายซ้ำโดยไม่จำเป็น

ฉะนั้น เพจนี้ไม่ได้ตั้งใจจะตอบแค่ว่า “ต้องยื่นที่ไหน” แต่จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมก่อนว่า เอกสารไทยใช้ต่างประเทศควรเริ่มเช็กอะไรบ้าง ต้องแปลหรือไม่ ต้องผ่านกงสุลหรือสถานทูตไหม และควรวางเวลาอย่างไรให้ไม่พลาดนัดจริง
หากต้องการดูคำอธิบายเฉพาะเรื่องการแปลและการรับรองตามลำดับ สามารถอ่านต่อที่ ต้องแปลก่อนหรือหลังรับรอง

Table of Contents

1. ก่อนเริ่ม ควรเช็คอะไรบ้าง

ก่อนจะสรุปว่าต้องแปล ต้องรับรอง หรือยื่นต่อที่ไหน สิ่งแรกที่ควรเช็กคือ ประเทศปลายทางใช้ระบบอะไร เพราะบางประเทศใช้ Apostille ขณะที่อีกหลายประเทศยังใช้ Legalization หลายขั้นตอน และบางประเทศแม้อยู่ภูมิภาคเดียวกันก็ยังมี requirement ต่างกันได้ ปัจจุบันไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าเป็นภาคี Apostille และกรมการกงสุลคาดว่ากระบวนการจะมีผลในช่วงต้นปี 2570 ดังนั้น ณ ตอนนี้ ผู้ใช้เอกสารไทยยังควรตรวจสถานะล่าสุดก่อนทุกครั้ง

คำถามหลักที่ควรมี 4 ข้อ

  1. เอกสารนี้จะใช้ประเทศไหน
  2. ปลายทางต้องการภาษาอะไร
  3. ต้องใช้แค่คำแปล หรือมีการรับรองเพิ่มเติม
  4. เดดไลน์จริงคือวันไหน

ถ้าตอบ 4 ข้อนี้ได้ชัด ลำดับการทำงานจะเริ่มชัดขึ้นทันที และช่วยลดโอกาสเอกสารถูกตีกลับได้มากกว่าการรีบเริ่มแปลหรือรีบจองคิวก่อน ประเทศปลายทางกำหนดรูปแบบการรับรองอย่างไร Apostille vs Legalization ต่างกันอย่างไร

เคสที่ 3 ขอสัญชาติ หรือทำ LTV VISA

2. เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ มักอยู่ในกลุ่มไหนบ้าง

เอกสารไทยที่นำไปใช้ต่างประเทศมักอยู่ใน 5 กลุ่มหลัก

2.1 เอกสารครอบครัว

สูติบัตร ทะเบียนบ้าน ใบโสด ใบสมรส ใบหย่า ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล เอกสารเหล่านี้มักใช้เมื่อสมัครวีซ่า จดทะเบียนสมรส หรือใช้กับหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสถานะบุคคล

2.2 เอกสารการศึกษา

ปริญญาบัตร Transcript หนังสือรับรองการศึกษา หรือหนังสือรับรองผลการเรียน ใช้กับมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่ต้องการตรวจสอบวุฒิ

2.3 เอกสารสำหรับสมัครงานหรือขอวีซ่า

หนังสือรับรองการทำงาน หนังสือรับรองรายได้ ใบรับรองความประพฤติ เอกสารรับรองประสบการณ์ทำงาน หรือเอกสารที่ใช้ยื่นต่อสถานทูตและนายจ้าง

2.4 เอกสารบริษัท

หนังสือรับรองบริษัท มติบริษัท หนังสือมอบอำนาจ เอกสารผู้ถือหุ้น และเอกสารนิติบุคคลต่าง ๆ ใช้กับคู่ค้าหรือหน่วยงานต่างประเทศ

2.5 เอกสารทางกฎหมาย

คำพิพากษา หนังสือยินยอม สัญญา เอกสารมรดก หรือหนังสือมอบอำนาจเฉพาะทาง ซึ่งมักต้องระวังทั้งเรื่องภาษาและระดับการรับรองมากกว่ากลุ่มอื่น

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าเอกสารของตัวเองอยู่กลุ่มไหน ควรเชื่อมต่อไปที่ เอกสารใช้ต่างประเทศมีกี่ประเภท

3. เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ ต้องผ่านกงสุลไหม

ในหลายกรณี เอกสารไทยที่จะใช้ต่างประเทศยังต้องผ่าน การรับรองนิติกรณ์ของกรมการกงสุล เพื่อยืนยันลายมือชื่อและตราประทับของหน่วยงานไทย ปัจจุบันกรมการกงสุลมีหน้ารวมขั้นตอนรับรองนิติกรณ์ รายการเอกสารที่ต้องเตรียม และระบบจองคิวออนไลน์ไว้ชัดเจน

จุดนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนยังเข้าใจว่าเอกสารพร้อมแล้วสามารถ walk-in ไปยื่นได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ในทางปฏิบัติ การใช้บริการหลายจุดต้องตรวจระบบจองคิวและเวลาทำการล่าสุดก่อนเสมอ


ดูเพิ่มเติมได้ที่ ขั้นตอนรับรองเอกสารกรมการกงสุล

ตัวอย่างเอกสาร กฏหมาย 2

4. ผ่านกงสุลแล้ว ต้องยื่นสถานทูตปลายทางต่อไหม

อีกเรื่องที่คนมักพลาดคือคิดว่าผ่านกงสุลไทยแล้วจบ แต่ในความเป็นจริง หลายประเทศยังต้องให้ สถานทูตประเทศปลายทางในไทย รับรองต่ออีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศที่ยังใช้ Legalization มากกว่าระบบ Apostille
นี่คือจุดที่เป็น pain point ใหญ่ของคนใช้งานจริง ถ้าคุณวางแผนเวลาโดยเผื่อแค่ขั้นตอนกงสุล แต่ไม่ได้เผื่อชั้นสถานทูตต่อ มีโอกาสพลาดวันยื่นหรือวันนัดปลายทางได้ง่ายมาก


อ่านเพิ่มเติม :

5. รับรองเอกสารกงสุล ราคาเท่าไหร่บ้าง

ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับประเภทเอกสารและรูปแบบการยื่น โดยทั่วไปมีแนวโน้มดังนี้

ค่าแปลพร้อมรับรองคำแปล ประมาณ 550 – 750 บาท / หน้าราคามักรวมอยู่ที่ประมาณ 2500 – 3,500 บาทต่อคำร้อง ไม่จำกัดจำนวนเอกสารชุด ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเอกสาร ไม่รวมค่าธรรมเนียมเรียกเก็บตามจริง

6. รับรองเอกสารกงสุล ใช้เวลากี่วัน

ระยะเวลาแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก

  • แบบปกติ ใช้เวลา 7-9 วันทำการ
  • แบบด่วน บางกรณีสามารถรับได้ภายใน 21 วัน (ขึ้นอยู่กับคิวและประเภทเอกสาร)
  • เอกสารบางรายการ ตรวจสอบลายมือชื่อต้นทาง จะใช้เวลาตรวจสอบ จะใช้ระยะเวลามากกว่าเอกสารทั่วไป

แนะนำให้เผื่อเวลาเพิ่มอย่างน้อย 3–5 วันทำการ โดยเฉพาะช่วงที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น ช่วงวันหยุดราชการยาว

7. รับรองเอกสารกงสุล-walk-in ได้ไหม

เเจ้งวัฒนะไม่สามารถ Walk-in ได้ ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่ต้องมีหลักฐานความจำเป็นเร่งด่วน โดยแนะนำให้ตรวจสอบสถานะคิวที่สาขาเเจ้งวัฒนะ อีกครั้ง เนื่องจากบางช่วงเวลาอาจรับ Walk-in หรือจองเต็มแล้ว

ปัจจุบันการรับรองนิติกรณ์เอกสารในหลายจุดบริการของกรมการกงสุลใช้ระบบจองคิวออนไลน์ก่อนเข้ารับบริการ ดังนั้นก่อนเดินทางควรตรวจสอบจุดให้บริการและสถานะคิวล่าสุดทุกครั้ง

8. Apostille คืออะไร ต่างจากการรับรองกงสุลอย่างไร

Apostille คือ ตรารับรอง ที่ออกโดยหน่วยงานรัฐของประเทศต้นทาง เพื่อยืนยันว่าเอกสารนั้นเป็นของจริง มีลายมือชื่อและตราประทับที่ถูกต้อง เมื่อเอกสารได้รับ Apostille แล้ว ประเทศปลายทางที่เป็นสมาชิกจะยอมรับทันที โดยไม่ต้องผ่านการรับรองจากสถานทูตเพิ่มเติม พูดง่าย ๆ คือ Apostille ทำหน้าที่เหมือนใบผ่านทางสากลของเอกสาร ที่ช่วยให้เอกสารได้รับการยอมรับในหลายประเทศโดยไม่ต้องตรวจสอบซ้ำหลายรอบ

ระบบ Apostille เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้ Hague Convention 1961 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่กำหนดมาตรฐานการรับรองเอกสารให้เหมือนกันในประเทศสมาชิก ประเทศที่เข้าร่วมอนุสัญญานี้ จะยอมรับเอกสารที่มี Apostille จากประเทศสมาชิกอื่นทันที โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนรับรองซ้ำ เช่น การรับรองจากสถานทูตหรือกงสุล ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกจำนวนมากทั่วโลก ทำให้ Apostille กลายเป็นระบบที่นิยมใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป อเมริกา และอีกหลายภูมิภาค

เดิมที การนำเอกสารไปใช้ต่างประเทศต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “Legalization” ซึ่งมีหลายขั้นตอน เช่น รับรองจากหน่วยงานต้นทาง กรมการกงสุล และสถานทูตของประเทศปลายทาง แต่เมื่อใช้ Apostille ขั้นตอนเหล่านี้จะถูกลดลงเหลือเพียงขั้นตอนเดียว คือการขอ Apostille จากหน่วยงานที่กำหนดในประเทศต้นทาง จากนั้นสามารถนำไปใช้ในประเทศสมาชิกได้ทันที อย่างไรก็ตาม หากประเทศปลายทางไม่ใช่สมาชิกของอนุสัญญา ก็ยังต้องใช้ระบบ Legalization แบบเดิมอยู่ ดังนั้นก่อนยื่นเอกสาร ควรตรวจสอบให้ชัดว่าประเทศปลายทางใช้ระบบไหน

9. Apostille ใช้กับประเทศใดบ้าง

Apostille ใช้ได้เฉพาะประเทศที่เป็นสมาชิกของ Hague Convention 1961 เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 100 ประเทศ
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเทศที่ ไม่ใช้ Apostille เนื่องจากไม่ได้เข้าร่วมอนุสัญญานี้ เช่น ประเทศในบางภูมิภาค หรือประเทศที่มีระบบกฎหมายเฉพาะตัว ทำให้ยังต้องใช้วิธี Legalization แบบเดิม

หากต้องการเช็กว่าประเทศปลายทางอยู่ในระบบ Apostille หรือไม่ แนะนำดูต่อที่ ประเทศสมาชิก Apostille มีประเทศใดบ้าง

ดูเพิ่มเติม

10. Apostille ต่างจาก Legalization อย่างไร

นี่คือส่วนสำคัญที่สุดในการทำความเข้าใจระบบรับรองเอกสารระหว่างประเทศ

Apostille ต่างจาก Legalization อย่างไร

สรุปง่าย ๆ คือ Apostille เหมาะกับประเทศที่อยู่ในระบบเดียวกัน ส่วน Legalization เป็นวิธีดั้งเดิมที่ยังจำเป็นสำหรับประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วม

ตัวอย่างเอกสาร กฏหมาย 3

11. ประเทศไทยใช้ Apostille ไหมหรือไม่

ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่ได้เป็นสมาชิก ของ Hague Convention 1961 ดังนั้นจึงยังไม่สามารถออก Apostille ได้
การใช้เอกสารไทยในต่างประเทศ หรือเอกสารต่างประเทศในไทย จึงยังต้องใช้กระบวนการรับรองเอกสารกงสุล ผ่านกรมการกงสุล และในบางกรณีต้องรับรองเพิ่มเติมที่สถานทูตของประเทศปลายทาง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบริการรับรองเอกสารกงสุลในไทยยังมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องใช้เอกสารกับประเทศที่ไม่รองรับ Apostille

  • ดูบริการของเราได้ที่ รับรองเอกสารกงสุล คลิก
  • รับรองเอกสารสถานทูต คลิก

12. ถ้าจะใช้เอกสารไทยในต่างประเทศต้องทำอย่างไร

ขั้นตอนโดยทั่วไปมีลักษณะดังนี้

เตรียมเอกสารไทย → แปลเป็นภาษาอังกฤษ → รับรองคำแปล → ยื่น กรมการกงสุล → ยื่นสถานทูตประเทศปลายทาง

สิ่งที่ควรโฟกัสคือ

13. เอกสารไทยใช้ต่างประเทศทุกฉบับต้องแปลไหม

ไม่เสมอไป เพราะเอกสารไทยบางประเภทสามารถใช้ ฉบับภาษาอังกฤษจากหน่วยงานรัฐไทยได้เลย โดยไม่ต้องแปลใหม่ทุกครั้ง หากประเทศปลายทางและหน่วยงานปลายทางยอมรับรูปแบบนั้น

จุดที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือ เห็นคำว่า “ใช้ต่างประเทศ” แล้วรีบสรุปทันทีว่าต้องแปลเอกสารทุกฉบับเป็นภาษาอังกฤษก่อน แต่ในทางปฏิบัติ สิ่งที่ควรถามก่อนมี 2 เรื่อง คือ

  1. ปลายทางต้องการภาษาอะไร
  2. ปลายทางรับเอกสารฉบับอังกฤษที่หน่วยงานไทยออกให้โดยตรงหรือไม่

ถ้าปลายทางรับ เอกสารบางฉบับอาจ ไม่ต้องเสียเวลาแปลใหม่ และไม่ต้องเสียค่าแปลเพิ่ม แต่ถ้าปลายทางต้องการรูปแบบคำแปลเฉพาะ ต้องการภาษาอื่นนอกจากอังกฤษ หรือกำหนดให้ใช้คำแปลจากผู้แปลโดยตรง ก็ยังอาจต้องแปลอยู่ดี

ดังนั้น คำถามที่ควรถามก่อนเริ่มไม่ใช่ “ต้องแปลไหม” อย่างเดียว แต่คือ “เอกสารฉบับนี้ ปลายทางรับแบบไหน”

จุดนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเริ่มจากการแปลก่อนโดยยังไม่เช็ค requirement ของปลายทาง อาจเสียทั้งเวลาและงบประมาณโดยไม่จำเป็น และบางครั้งยังต้องกลับมาแก้งานซ้ำอีกด้วย

14. บางเอกสารขอฉบับอังกฤษจากเขตหรืออำเภอได้ไหม

ได้ค่ะ ปัจจุบันสามารถขอ เอกสารการทะเบียนภาษาอังกฤษได้ที่สำนักงานเขต/อำเภอทั่วประเทศ 30 ประเภท ซึ่งหมายความว่า เอกสารทะเบียนบางอย่างไม่จำเป็นต้องแปลใหม่เสมอไป หากปลายทางรับฉบับอังกฤษจากหน่วยงานรัฐไทยโดยตรง

ประเด็นนี้น่าสนใจมากสำหรับคนที่กำลังรีบใช้เอกสาร เพราะช่วยลดทั้ง

  • เวลาในการเตรียมเอกสาร
  • ค่าแปลเอกสาร
  • ความเสี่ยงเรื่องคำแปลไม่ตรงต้นฉบับ

ตัวอย่างเอกสารที่คนมักนึกถึงในกลุ่มนี้ เช่น เอกสารทะเบียนราษฎรและเอกสารสถานะบุคคลบางประเภท ซึ่งมักถูกใช้เวลาสมัครเรียน สมัครงาน ยื่นวีซ่า หรือจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ

แต่แม้จะขอฉบับอังกฤษได้ ก็ยังควรเช็คอีกครั้งว่า

  • ประเทศปลายทางรับเอกสารแบบนี้ไหม
  • ต้องยื่นรับรองต่อกับกรมการกงสุลไหม
  • ต้องผ่านสถานทูตปลายทางต่ออีกชั้นหรือเปล่า


เพราะการมี “ฉบับอังกฤษ” ไม่ได้แปลว่า “ใช้งานได้ครบทุกประเทศทันที” เสมอไป

บทความเเนะนำ

15. ผ่านกงสุลแล้ว ใช้ได้ทุกประเทศเลยไหม

ไม่เสมอไป เพราะหลายคนเข้าใจว่าเมื่อเอกสารผ่านการรับรองจากกรมการกงสุลแล้ว ก็สามารถถือไปใช้ได้ทุกประเทศทันที แต่ในความเป็นจริง บางประเทศยังต้องให้สถานทูตประเทศปลายทางในไทยรับรองต่ออีกชั้นหนึ่ง โดยเฉพาะประเทศที่ยังใช้ระบบ Legalization มากกว่าระบบ Apostille

พูดง่าย ๆ คือ “ผ่านกงสุล” เป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ อาจยังไม่ใช่ขั้นตอนสุดท้าย ของทุกประเทศ

สิ่งที่ควรถามก่อนเสมอคือ

  • ประเทศปลายทางใช้ Apostille หรือ Legalization
  • หน่วยงานปลายทางรับเอกสารที่ผ่านกงสุลไทยแล้วเลยหรือไม่
  • มี requirement เพิ่มจากหน่วยงานปลายทางหรือไม่

ถ้าคุณไม่เช็คจุดนี้ตั้งแต่ต้น อาจเกิดปัญหาแบบนี้ได้ง่าย

  • คิดว่าเอกสารพร้อมแล้ว แต่ปลายทางขอให้ยื่นสถานทูตเพิ่ม
  • วางวันเดินทางหรือวันนัดชิดเกินไป
  • ใช้เวลาไปกับกงสุลแล้ว แต่ยังเหลืออีกหนึ่งขั้นตอนที่ไม่ได้เผื่อไว้

แนะนำอ่านต่อ:

16. ถ้ามีเดดไลน์ ควรเริ่มเตรียมเอกสารล่วงหน้ากี่วัน

ไม่ควรเริ่มจากการนับแค่วันยื่นกงสุล แต่ควรนับย้อนจากเดดไลน์จริง โดยเผื่อเวลาเป็น “ช่วงการรับรอง” มากกว่าเผื่อเป็น “วัน” อย่างเดียว

อย่างน้อยควรเผื่อเวลา 4 ช่วงหลัก คือ

  1. เวลาเช็ก requirement ของประเทศปลายทาง
  2. เวลาแปลเอกสาร หรือขอฉบับอังกฤษจากเขต/อำเภอ
  3. เวลาในการจองคิวและยื่นรับรองนิติกรณ์
  4. เวลาเผื่อแก้เอกสาร หรือยื่นต่อสถานทูตปลายทางถ้ามี

กรมการกงสุลมีระบบจองคิวออนไลน์สำหรับงานรับรองนิติกรณ์ และระบุชัดให้จองคิวก่อนเข้ารับบริการในหลายจุดบริการ ดังนั้น ถ้ามีเดดไลน์จริง เช่น วันยื่นมหาวิทยาลัย วันสัมภาษณ์วีซ่า หรือวันจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ การเริ่มเตรียมเอกสารแบบกระชั้นชิดมีความเสี่ยงสูงมาก

คำถามที่พบบ่อย เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ


แนะนำอ่านต่อ:

17. FAQ คำถามที่พบบ่อย

1. เอกสารไทยใช้ต่างประเทศทุกฉบับต้องแปลหรือไม่

ไม่เสมอไป เพราะปัจจุบันเอกสารการทะเบียนภาษาอังกฤษสามารถขอได้ที่เขต/อำเภอทั่วประเทศ 30 ประเภทแล้ว แต่ยังต้องดูว่าปลายทางรับฉบับนั้นไหม

2. ผ่านกงสุลแล้ว ใช้ได้ทุกประเทศเลยไหม

ไม่เสมอไป เพราะบางประเทศยังต้องให้สถานทูตปลายทางรับรองต่ออีกชั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับระบบของประเทศนั้น

3. ตอนนี้ไทยใช้ Apostille ได้แล้วหรือยัง

ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าเป็นภาคี และกรมการกงสุลคาดว่ากระบวนการจะมีผลในช่วงต้นปี 2570 จึงควรตรวจสถานะล่าสุดก่อนทุกครั้ง

4.ถ้าไม่แน่ใจว่าต้องผ่านกงสุลหรือสถานทูต ควรดูอะไรเป็นอย่างแรก

ให้เช็กประเทศปลายทาง หน่วยงานปลายทาง ภาษาเอกสาร และ deadline ก่อน เพราะ 4 จุดนี้เป็นตัวกำหนดเส้นทางทั้งหมด

ติดต่อศูนย์แปลเอกสารเฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชัน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับบริการกับศูนย์แปลเอกสาร เฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชันได้แล้ววันนี้ที่
LINE OFFICIAL ACCOUNT: https://page.line.me/fc2009?openQrModal=true หรือ

สำนักงานใหญ่ สะพานควาย จตุจักร

อาคารภูมิเดชา ชั้น 4 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถ.ประดิพัทธ์ เเขวง/เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 082-3256236 , 065-3958392
https://goo.gl/maps/zUrGGGGWSrtMvjDa7

ศูนย์แปลเอกสารสาขาภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์ เมืองภูเก็ต

เลขที่ 7/4 ถ.ปฏิพัทธ์ ต.ตลาตเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทร. 086-3669255 
https://goo.gl/maps/s21JAisaAnRPvxtHA