ต้องแปลเอกสารก่อน หรือหลังรับรอง ลำดับที่ถูกต้อง สำหรับใช้ในต่างประเทศและในไทย

ต้องแปลเอกสารก่อนหรือหลังรับรอง

เวลาต้องนำเอกสารไปใช้ต่างประเทศ หรือใช้เอกสารจากต่างประเทศในประเทศไทย หลายคนมักเริ่มต้นด้วยคำถามเดียวกันว่า

Table of Contents

1. ควรแปลเอกสารก่อน หรือควรรับรองเอกสาร

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะถ้าทำผิดลำดับ อาจทำให้เอกสารถูกตีกลับ ต้องแก้เอกสารใหม่ เสียเวลา และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น

สิ่งที่ควรรู้ก่อนคือ เรื่องนี้ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกกรณี เพราะลำดับที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับว่า

  • เอกสารออกจากประเทศอะไร
  • จะนำไปใช้ที่ประเทศไหน
  • ปลายทางต้องการภาษาอะไร
  • ต้องการเพียงคำแปล หรือ ต้องมีการรับรองเพิ่มเติมด้วย

เอกสารที่มักใช้บ่อยจะมีอยู่ 2 แบบ

  • เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ มักแปลก่อน แล้วค่อยรับรอง
  • เอกสารต่างประเทศใช้ในไทย มักรับรองก่อน แล้วค่อยแปล

แต่ในแต่ละเคสยังมีรายละเอียดที่ต้องเช็กเพิ่มเสมอ โดยเฉพาะเรื่องประเทศปลายทาง ประเภทเอกสาร และหน่วยงานที่จะนำไปใช้จริง

หากต้องการดูภาพรวมก่อนว่า เอกสารแต่ละแบบควรเริ่มจากตรงไหน แนะนำให้เชื่อมไปที่
เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ ต้องทำอย่างไร และ เอกสารต่างประเทศใช้ในไทย ต้องทำอย่างไร

2. ทำไมลำดับการแปลและรับรองถึงสำคัญ

หลายคนเข้าใจว่าแค่มีเอกสารครบก็พอ แต่ความจริงแล้ว หน่วยงานปลายทางมักตรวจมากกว่านั้น เช่น

  • เอกสารเป็นฉบับที่ถูกต้องไหม
  • คำแปลตรงกับต้นฉบับหรือเปล่า
  • ชื่อในเอกสารตรงกับพาสปอร์ตไหม
  • ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานใดก่อนหรือไม่

ถ้าทำผิดลำดับ เช่น รีบแปลก่อน ทั้งที่ควรให้เอกสารต้นทางผ่านการรับรองก่อน หรือรีบยื่นรับรอง ทั้งที่ปลายทางต้องการคำแปลก่อน ก็อาจทำให้ต้องย้อนกลับมาเริ่มใหม่ทั้งหมด

เพราะฉะนั้น การรู้ว่า ควรแปลก่อนหรือรับรองก่อน จึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นจุดที่ช่วยลดโอกาสเอกสารถูกตีกลับได้จริง

อันดับที่ 1: เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ มักแปลก่อน แล้วค่อยรับรอง

1) เอกสารสำหรับสมัครเรียนต่างประเทศ

ถ้าต้องนำเอกสารไปใช้เพื่อสมัครเรียนต่อ เอกสารที่มักใช้จะอยู่ในกลุ่มเอกสารการศึกษาเป็นหลัก เช่น

  • ใบระเบียนผลการเรียน หรือ Transcript
  • ใบปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตร
  • หนังสือรับรองสถานะนักศึกษา
  • หนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษา
  • ใบรับรองความประพฤติในบางกรณี
  • สำเนาพาสปอร์ต
  • เอกสารเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล หากชื่อในเอกสารการศึกษาไม่ตรงกับพาสปอร์ต

เอกสารกลุ่มนี้มักต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษก่อน และในบางประเทศแปลเป็นภาษาเฉพาะ และอาจต้องมีการรับรองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าเอกสารออกโดยสถานศึกษาหรือหน่วยงานที่ถูกต้องจริง

หากชื่อในใบปริญญา Transcript และพาสปอร์ตไม่ตรงกัน แม้จะต่างกันเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้เกิดปัญหาในขั้นตอนพิจารณาได้ จึงควรเช็กความตรงกันของชื่อ-นามสกุลให้ดีตั้งแต่ต้น

แนะนำเชื่อมลิงก์ต่อ: เอกสารใช้ต่างประเทศมีกี่ประเภท

2) เอกสารสำหรับสมัครงานต่างประเทศ

ถ้าต้องใช้เอกสารเพื่อสมัครงาน หรือยื่นเอกสารกับนายจ้างในต่างประเทศ เอกสารที่พบบ่อยจะมีทั้งเอกสารส่วนบุคคลและเอกสารการทำงาน เช่น

  • หนังสือรับรองการทำงาน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน
  • ใบผ่านงาน หรือเอกสารรับรองประสบการณ์ทำงาน
  • วุฒิการศึกษา และ Transcript
  • ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ในกรณีงานเฉพาะทาง
  • ใบรับรองความประพฤติ หรือ Police Clearance
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาพาสปอร์ต

เอกสารกลุ่มนี้มักใช้กับงานในต่างประเทศที่ต้องการตรวจสอบประวัติผู้สมัครอย่างละเอียด โดยเฉพาะสายงานที่เกี่ยวกับวิชาชีพเฉพาะ เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร ครู หรือแรงงานฝีมือ ซึ่งบางประเทศอาจขอดูทั้งวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และใบรับรองวิชาชีพร่วมกัน

จุดที่ควรระวังคือ เอกสารสมัครงานบางประเภทมีอายุการใช้งาน เช่น หนังสือรับรองการทำงาน หรือใบรับรองความประพฤติ จึงไม่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้านานเกินไป หากเอกสารหมดอายุ อาจต้องขอใหม่และแปลใหม่อีกครั้ง อ่านบทความ ข้อผิดพลาดที่ทำให้เอกสารถูกตีกลับ

3) เอกสารสำหรับยื่นวีซ่า

การยื่นวีซ่าเป็นอีกกรณีที่หลายคนมักใช้เอกสารไทยไปต่างประเทศ แต่เอกสารที่ใช้จะขึ้นอยู่กับประเภทวีซ่า เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน วีซ่าทำงาน หรือวีซ่าคู่สมรส อย่างไรก็ตาม เอกสารที่มักพบบ่อย ได้แก่

  • หนังสือรับรองการทำงาน
  • หนังสือรับรองรายได้ หรือสลิปเงินเดือน
  • หนังสือรับรองจากธนาคาร
  • รายการเดินบัญชี
  • ทะเบียนบ้าน
  • สูติบัตร
  • ใบสมรส
  • ใบหย่า
  • ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
  • เอกสารรับรองความสัมพันธ์
  • จดหมายรับรองหรือจดหมายเชิญจากปลายทาง

เอกสารสำหรับยื่นวีซ่ามักเป็นกลุ่มที่ต้องการความละเอียดสูง เพราะสถานทูตหรือศูนย์รับคำร้องมักตรวจทั้งความถูกต้องของข้อมูล ความสอดคล้องของชื่อ-นามสกุล และความครบถ้วนของเอกสารประกอบ

ในบางกรณี เอกสารบางฉบับอาจไม่ต้องรับรองทุกชิ้น แต่ต้องแปลให้ถูกต้องและสื่อความหมายชัดเจน โดยเฉพาะเอกสารครอบครัวหรือเอกสารสถานะบุคคล เช่น ใบสมรส ใบเกิด หรือใบหย่า

ตัวอย่างเอกสาร สารณสุข 1

4) เอกสารสำหรับจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ

ถ้าต้องใช้เอกสารไทยเพื่อจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติ หรือจดทะเบียนสมรสในต่างประเทศ เอกสารที่พบบ่อยจะเป็นเอกสารแสดงสถานะบุคคลและความพร้อมทางกฎหมาย เช่น

  • สูติบัตร
  • ทะเบียนบ้าน
  • บัตรประชาชน
  • พาสปอร์ต
  • หนังสือรับรองความเป็นโสด
  • ใบหย่า หรือคำพิพากษาหย่า หากเคยสมรสมาก่อน
  • ใบมรณบัตรของคู่สมรสเดิม หากเป็นหม้าย
  • ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
  • เอกสารรับรองสถานะครอบครัว หรือเอกสารทะเบียนราษฎรที่เกี่ยวข้อง

เอกสารกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ควรเช็กปลายทางให้ละเอียดมาก เพราะแต่ละประเทศอาจต้องการเอกสารไม่เหมือนกัน บางประเทศขอ “ใบโสด” เป็นหลัก บางประเทศขอเอกสารแสดงสถานะจากทะเบียนราษฎรเพิ่มเติม หรือบางประเทศกำหนดอายุเอกสารชัดเจน เช่น ต้องออกไม่เกิน 3 เดือน หรือ 6 เดือน

อีกจุดที่ต้องระวังคือ เอกสารครอบครัวมักเกี่ยวข้องกับชื่อเดิม ชื่อใหม่ และประวัติการสมรสเดิม หากข้อมูลในเอกสารแต่ละฉบับไม่สอดคล้องกัน อาจต้องเตรียมเอกสารเชื่อมความสัมพันธ์ของชื่อและสถานะเพิ่มด้วย

อ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่ : ประเทศปลายทางกำหนดรูปแบบการรับรองอย่างไร

5) เอกสารสำหรับทำธุรกรรมทางกฎหมาย

ถ้าต้องใช้เอกสารไทยเพื่อทำธุรกรรมทางกฎหมายในต่างประเทศ เช่น มอบอำนาจ ซื้อขายทรัพย์สิน ดำเนินคดี หรือใช้ในเรื่องมรดก เอกสารที่มักใช้จะมีลักษณะเฉพาะทางมากขึ้น เช่น

  • หนังสือมอบอำนาจ
  • คำให้การ หรือคำรับรองต่าง ๆ
  • สัญญา
  • หนังสือยินยอม
  • เอกสารศาล
  • คำพิพากษา
  • พินัยกรรม
  • เอกสารมรดก
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประชาชน
  • พาสปอร์ต

เอกสารกลุ่มนี้ต้องระวังเรื่องคำแปลเป็นพิเศษ เพราะคำศัพท์ทางกฎหมายแปลคลาดเคลื่อนได้ยาก และบางคำมีผลทางกฎหมายโดยตรง ถ้าใช้คำไม่ตรงกับต้นฉบับ หรือไม่เหมาะกับระบบกฎหมายของประเทศปลายทาง อาจทำให้เอกสารถูกปฏิเสธ หรือใช้ตีความผิดได้

ในหลายกรณี เอกสารทางกฎหมายอาจต้องผ่านการรับรองหลายขั้นตอนมากกว่าเอกสารทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ศาล หรือการใช้สิทธิทางกฎหมายในต่างประเทศ

6) เอกสารสำหรับใช้กับหน่วยงานต่างประเทศ

นอกจากกรณีเฉพาะ เช่น สมัครเรียน สมัครงาน หรือจดทะเบียนสมรสแล้ว ยังมีเอกสารอีกหลายแบบที่ต้องนำไปใช้กับหน่วยงานต่างประเทศโดยตรง เช่น สถานทูต หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง มหาวิทยาลัย ศาล หน่วยงานทะเบียน หรือหน่วยงานราชการต่างประเทศ

เอกสารที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่

  • สูติบัตร
  • ทะเบียนบ้าน
  • ใบสมรส
  • ใบหย่า
  • ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
  • ใบรับรองความประพฤติ
  • วุฒิการศึกษา
  • หนังสือรับรองบริษัท
  • หนังสือมอบอำนาจ
  • เอกสารรับรองตัวตน
  • เอกสารทางภาษีหรือการเงินในบางกรณี

เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมี requirement ของตนเอง บางแห่งต้องการแค่คำแปล บางแห่งต้องการให้ผ่านการรับรองจากหน่วยงานไทยก่อน และบางแห่งอาจต้องให้สถานทูตหรือหน่วยงานของประเทศปลายทางรับรองต่ออีกชั้นหนึ่ง

จุดสำคัญคือ อย่าดูแค่ชื่อเอกสาร แต่ควรถามให้ชัดว่า ปลายทางต้องการเอกสารฉบับไหน ภาษาอะไร และต้องผ่านการรับรองแบบใด เพราะเอกสารชื่อใกล้กันอาจใช้แทนกันไม่ได้เสมอไป

โดยทั่วไป มักเริ่มจากการเช็คก่อนว่า ปลายทางต้องการภาษาอะไร ถ้าปลายทางต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น เอกสารไทยก็มักต้องแปลก่อน

เหตุผลก็เพราะ หน่วยงานปลายทางต้องสามารถอ่านข้อมูลในเอกสารได้ และคำแปลต้องตรงกับต้นฉบับอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ชื่อ-นามสกุล
  • วันเดือนปีเกิด
  • สถานที่ออกเอกสาร
  • รายละเอียดทางกฎหมาย
  • ชื่อตำแหน่งและหน่วยงาน

เมื่อแปลเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยพิจารณาต่อว่าต้องผ่านการรับรองในระดับใด เช่น รับรองโดยกรมการกงสุล รับรองโดยสถานทูต หรือเข้าสู่ขั้นตอน Apostille / Legalization ตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง

ดูบทความต่อได้ที่ :

ตัวอย่างเอกสาร กฏหมาย 2

ลำดับที่ 2: เอกสารต่างประเทศใช้ในไทย มักรับรองก่อน แล้วค่อยแปล

เอกสารต่างประเทศที่มักนำมาใช้ในไทย มักแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มหลักดังนี้

1) เอกสารครอบครัว

ตัวอย่างเอกสารที่พบบ่อย ได้แก่

  • สูติบัตรที่ออกจากต่างประเทศ
  • ทะเบียนสมรส หรือใบสำคัญการสมรส
  • ใบหย่า หรือคำสั่งหย่าจากศาลต่างประเทศ
  • ใบมรณบัตร
  • หนังสือรับรองความเป็นโสด
  • เอกสารรับรองบุตร
  • เอกสารรับรองบุตรบุญธรรม
  • เอกสารเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล
  • เอกสารแสดงสถานะครอบครัวหรือทะเบียนครอบครัวจากต่างประเทศ

เอกสารกลุ่มนี้มักถูกนำมาใช้ในไทยเพื่อจดทะเบียนสมรส รับรองบุตร แก้ไขรายการทะเบียน ยื่นต่อศาล หรือใช้ประกอบการดำเนินการด้านสิทธิครอบครัวต่าง ๆ ดังนั้น ถ้าเอกสารต้นทางยังไม่ได้รับการรับรองที่ถูกต้อง ต่อให้แปลเป็นไทยแล้วก็อาจยังไม่สามารถใช้งานได้จริง

2) เอกสารการศึกษา

เอกสารการศึกษาจากต่างประเทศเป็นอีกกลุ่มที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องนำมายื่นกับมหาวิทยาลัยไทย หน่วยงานรัฐไทย หรือใช้ประกอบการสมัครงานและขอใบอนุญาตวิชาชีพในประเทศไทย

ตัวอย่างเอกสารที่ใช้บ่อย เช่น

  • ใบปริญญาบัตร
  • ประกาศนียบัตร
  • Transcript
  • หนังสือรับรองการเป็นนักศึกษา
  • หนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษา
  • เอกสารรับรองหลักสูตร
  • ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากต่างประเทศ
  • หนังสือรับรองผลการฝึกอบรมหรือการอบรมวิชาชีพ

เอกสารกลุ่มนี้มักใช้เมื่อผู้ถือเอกสารต้องการเรียนต่อในไทย เทียบวุฒิ สมัครงาน หรือยื่นขอขึ้นทะเบียนวิชาชีพบางประเภท หากเอกสารยังไม่ได้ผ่านการรับรองจากต้นทางอย่างเหมาะสม หน่วยงานไทยบางแห่งอาจไม่รับพิจารณา หรืออาจขอเอกสารเพิ่มเติมภายหลังได้

3) เอกสารบริษัท

เอกสารบริษัทจากต่างประเทศมักใช้ในกรณีที่บริษัทต่างชาติจะเข้ามาทำธุรกิจในไทย เปิดสาขา ลงทุน ทำสัญญา แต่งตั้งตัวแทน หรือใช้ประกอบการดำเนินการทางกฎหมายและภาษีในประเทศไทย

ตัวอย่างเอกสารที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
  • หนังสือบริคณห์สนธิ
  • ข้อบังคับบริษัท
  • หนังสือรับรองกรรมการ
  • มติคณะกรรมการ
  • หนังสือมอบอำนาจ
  • หนังสือรับรองผู้ถือหุ้น
  • งบการเงิน
  • เอกสารภาษี
  • สัญญาทางธุรกิจ
  • เอกสารอนุมัติจากสำนักงานใหญ่
  • ใบอนุญาตทางธุรกิจจากต่างประเทศ

เอกสารกลุ่มนี้มักใช้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานกฎหมาย ธนาคาร หน่วยงานภาษี หรือคู่ค้าทางธุรกิจในไทย ดังนั้น รายละเอียดในเอกสารต้องชัด และคำแปลภาษาไทยต้องตรงกับต้นฉบับมาก โดยเฉพาะชื่อบริษัท ชื่อกรรมการ อำนาจลงนาม และข้อความทางกฎหมาย

4) เอกสารราชการจากต่างประเทศ

เอกสารกลุ่มนี้ครอบคลุมเอกสารที่ออกโดยหน่วยงานรัฐต่างประเทศ และต้องนำมาใช้กับหน่วยงานไทย ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคดี งานตรวจสอบประวัติ งานคนเข้าเมือง หรือการดำเนินการทางปกครองบางอย่าง

ตัวอย่างเช่น

  • ใบรับรองความประพฤติ หรือ Police Clearance
  • คำพิพากษาศาล
  • คำสั่งศาล
  • เอกสารรับรองการพำนัก
  • เอกสารตรวจคนเข้าเมือง
  • เอกสารทางภาษีจากต่างประเทศ
  • ใบอนุญาตหรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานรัฐ
  • เอกสารรับรองสัญชาติ
  • เอกสารรับรองสถานะบุคคล
  • หนังสือรับรองจากสถานทูตหรือหน่วยงานราชการต่างประเทศ

เอกสารประเภทนี้มักต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะชื่อหน่วยงาน รูปแบบเอกสาร และฐานะทางกฎหมายของเอกสารมีผลต่อการยอมรับในไทย ถ้าเอกสารต้นทางยังไม่ได้ผ่านการรับรองที่ถูกต้อง การแปลเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอ

5) เอกสารที่ใช้กับหน่วยงานไทยโดยตรง

แม้เอกสารจะออกจากต่างประเทศเหมือนกัน แต่สิ่งที่สำคัญคือ “จะนำไปใช้กับหน่วยงานไทยใด” เพราะปลายทางในไทยมีผลอย่างมากต่อระดับการรับรองและรูปแบบคำแปลที่ต้องใช้

ตัวอย่างหน่วยงานไทยที่มักเกี่ยวข้อง ได้แก่

  • สำนักงานเขต / ที่ว่าการอำเภอ
  • กรมการกงสุล
  • กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  • สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
  • ศาลไทย
  • กระทรวงแรงงาน
  • กระทรวงศึกษาธิการ
  • มหาวิทยาลัยในไทย
  • ธนาคาร
  • โรงพยาบาล
  • สำนักงานกฎหมาย
  • หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎรหรือสิทธิบุคคล

ยกตัวอย่างเช่น เอกสารครอบครัวจากต่างประเทศอาจต้องใช้กับเขตหรืออำเภอ เอกสารการศึกษาอาจใช้กับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานเทียบวุฒิ เอกสารบริษัทอาจใช้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือเอกสารทางกฎหมายอาจใช้กับศาลหรือทนายความในไทย

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มแปลเอกสาร ควรถามให้ชัดก่อนว่า หน่วยงานไทยปลายทางต้องการอะไร ต้องการแค่คำแปลภาษาไทย หรือจำเป็นต้องเห็นเอกสารต้นทางที่ผ่านการรับรองมาก่อนด้วย

หลายกรณีมักเริ่มจากให้เอกสารต้นทางผ่านการรับรองจากประเทศที่ออกเอกสารนั้นก่อน แล้วจึงค่อยนำมาแปลเป็นภาษาไทยเพื่อใช้กับหน่วยงานไทย

เหตุผลคือ หน่วยงานไทยจำนวนมากต้องการเห็นว่าเอกสารต่างประเทศฉบับนั้น ผ่านการรับรองมาอย่างถูกต้องแล้ว ก่อนจะนำมาใช้จริงในไทย การแปลทีหลังจึงทำให้เอกสารที่ยื่นในไทยชัดเจนขึ้น และตรวจสอบได้ง่ายกว่า

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

ลำดับการแปลหรือรับรอง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าของเราควรใช้ลำดับไหน

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเช็ก 4 เรื่องนี้ก่อนเริ่มทุกครั้ง

1. เอกสารออกจากประเทศไหน

จุดนี้สำคัญมาก เพราะจะมีผลต่อการรับรองที่ใช้

2. จะนำไปใช้ที่ไหน

เอกสารไทยใช้ต่างประเทศ กับเอกสารต่างประเทศใช้ในไทย มักใช้ลำดับไม่เหมือนกัน

3. ปลายทางต้องการภาษาอะไร

บางที่ใช้ภาษาอังกฤษ บางที่ต้องการภาษาไทย หรือบางประเทศอาจมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องภาษา

4. ปลายทางต้องการเพียงคำแปล หรือ ต้องมีการรับรองเพิ่มเติม

นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนพลาด เพราะบางเคสแปลอย่างเดียวไม่พอ

ถ้าตอบ 4 ข้อนี้ได้ชัด ลำดับการทำงานจะเริ่มชัดขึ้นทันที และช่วยลดความผิดพลาดได้มากกว่าการรีบลงมือทำเอกสารก่อนโดยยังไม่เช็ก requirement

กรณีพิเศษที่ควรระวัง

แม้หลักใหญ่จะมี 2 แบบ แต่ในความเป็นจริงก็ยังมีหลายกรณีที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

บางประเทศใช้ Apostille บางประเทศใช้ Legalization

จึงไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันกับทุกประเทศได้

บางเอกสารมีฉบับภาษาอังกฤษจากหน่วยงานรัฐอยู่แล้ว

ถ้าขอฉบับภาษาอังกฤษได้ อาจลดขั้นตอนการแปลในบางกรณี

บางหน่วยงานกำหนดอายุเอกสาร

เช่น เอกสารบางประเภทอาจต้องออกไม่เกิน 3–6 เดือน

บางเคสต้องผ่านสถานทูตปลายทางเพิ่ม

โดยเฉพาะประเทศที่ยังใช้การรับรองหลายชั้น

อ่านเพิ่มเติม ประเทศที่ไม่ใช้ Apostille ต้องทำ Legalization อย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมบางประเทศจึงมีขั้นตอนมากกว่าอีกประเทศ

จุดที่คนมักพลาดจนเอกสารถูกตีกลับ

หลายครั้งเอกสารถูกตีกลับ ไม่ได้เกิดจากเรื่องใหญ่เสมอไป แต่เกิดจากจุดเล็ก ๆ ที่มองข้าม เช่น

  • ใช้เอกสารผิดฉบับ
  • แปลชื่อไม่ตรงกับพาสปอร์ต
  • แปลข้อมูลสำคัญคลาดเคลื่อน
  • ใช้เอกสารที่ปลายทางไม่รับแล้ว
  • ไม่เช็กก่อนว่าต้องแปลก่อนหรือรับรองก่อน
  • เข้าใจว่าทุกประเทศใช้ขั้นตอนเดียวกัน

ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการรีบทำเอกสารเร็วเกินไป โดยยังไม่ได้เช็ก requirement ของปลายทางให้ครบ

อ่านเพิ่มเติม  ข้อผิดพลาดที่ทำให้เอกสารถูกตีกลับ

ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรเริ่มจากอะไร

วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าเพิ่งเริ่มทำเอกสารแบบเดาเอง แต่ให้เริ่มจากการเช็กข้อมูลต่อไปนี้ก่อน

  • เอกสารนี้จะใช้กับหน่วยงานไหน
  • ปลายทางต้องการภาษาอะไร
  • ต้องใช้ต้นฉบับหรือสำเนา
  • ต้องให้หน่วยงานต้นทางรับรองก่อนหรือไม่
  • ต้องผ่านกงสุล หรือ สถานทูตปลายทางหรือเปล่า

เมื่อเช็กครบก่อนเริ่ม งานเอกสารจะง่ายขึ้นมาก และลดโอกาสเดินเรื่องซ้ำได้จริง

ดูบริการของเรา

ติดต่อศูนย์แปลเอกสารเฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชัน

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอรับบริการกับศูนย์แปลเอกสาร เฟิสท์ชอยซ์ทรานสเลชันได้แล้ววันนี้ที่
LINE OFFICIAL ACCOUNT: https://page.line.me/fc2009?openQrModal=true หรือ

สำนักงานใหญ่ สะพานควาย จตุจักร

อาคารภูมิเดชา ชั้น 4 ซอยประดิพัทธ์ 10 ถ.ประดิพัทธ์ เเขวง/เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
โทร. 082-3256236 , 065-3958392
https://goo.gl/maps/zUrGGGGWSrtMvjDa7

ศูนย์แปลเอกสารสาขาภูเก็ต ถ.ปฏิพัทธ์ เมืองภูเก็ต

เลขที่ 7/4 ถ.ปฏิพัทธ์ ต.ตลาตเหนือ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต 83000
โทร. 086-3669255 
https://goo.gl/maps/s21JAisaAnRPvxtHA